งานเขึยน
หน้างสือ ว่าน สมุนไพร ไม้มงคลไทย
บ้านว่านไทย

บทความที่12 การปลูกไพลดำ แบบเอาฤทธิ์

การปลูกไพลดำ

 

ความเชื่อในเรื่องการปลูกไพลดำ มีแพร่หลายในหมู่คนไทยในหลายๆ ภาค รวมไปถึงลาว เขมร และ มาเลย์เซีย ซึ่งก็มีกรรมวิธีต่างๆ กันออกไป ล่าสุดเห็นเป็นเรื่องที่ออกทางนิตยสารมีชื่อฉบับหนึ่ง ซึ่งก็ต่างจากที่ผู้เขียนทราบมาอีก

แบบที่ 1 ทางลาว  ไม่ใคร่จะมีพิธีรีตรองอะไรมากนัก กลับเน้นหาว่านจากป่าเป็นสำคัญ บางกลุ่มที่ปลูกกับบ้าน ก็ มักใช้ดินโคลนจากแม่น้ำ หรือดินนา  ทำร้านเตี้ยๆ ปลูกไว้หลังบ้านร่วมกับพืชสวนครัว บ้างก็ลงดินไปเลยทีเดียว และใช้คาถากำกับ ซึ่งเป็นคาถาในกลุ่ม พุทธคุณ ปนกับคำอธิฐาน เป็นภาษาลาว  โดยมากอ้างว่าปลูกกันมาหลายชั่วอายุคนแล้ว ปลูกไว้ผสมน้ำยาสัก และไว้กินก่อนออกรบ รวมทั้งทำวัตถุมงคล ซึ่งในแบบนี้ ก็ มีความละม้ายคล้ายคลึงกับ แบบที่ทางนิตยสารฉบับหนึ่งลงไว้

แบบที่ 2 ทางปริด(มาเลย์เซียในปัจจุบัน) ก็ มีการปลูก บางทีก็ สับสนกับขมิ้นดำ  เวลาปลูกก็ ใช้ดินที่เลือกสรรมาอย่างดี แต่ไม่มีตำรับ ที่แน่นอน ที่แน่ๆ คือเวลาปลูกมีคาถา ในศาสนาอิสลามกำกับ  เวลาใช้งานยิ่งซับซ้อน  นำมาปนกับสมุนไพรพื้นบ้านบางชนิด กินเป็นคงกระพัน บางตำรับแปลก ออกไปมีส่วนผสมของใบกระท่อมอีกด้วย

แบบที่ 3 แบบทางใต้ ตั้งแต่นครฯ ก็ จะมีหลายแบบ แต่ก็ มีลักษณะร่วมที่คล้ายกันคือ ใช้ดินดำ บางที่ใช้ดินกากยายักษ์ บางที่ใช้ดินดำจากป่า  บางที่ใช้ ดินดำผสม ไม้มงคลเช่น  ผงไม้คนทีดำ(ไม้เลื้อย เนื้อในมีสีดำ)  บางที่ใช้งิ้วดำ(ต้นงิ้ว ที่ออกดอกสีม่วงเข้ม เนื้อไม้สีน้ำเตาลเข้ม สลับดำ)  บางที่น่าสับสนตรงที่ คนทีดำกับงิ้วดำ คนละตัวกัน แต่บางที่เป็นต้นเดียวกัน คือคนทีดำแต่เรียกงิ้วดำ  การปลูกก็ ใช้คาถาต่างๆ กันมีทั้งคาถาทางพุทธศาสนา  อิสลาม และ คาถาพื้นบ้านแบบเพลงโนรา เรื่องของยันต์ และ แผ่นโลหะรองพื้น ไม่ใคร่ แพร่หลาย  แต่กลับไปซับซ้อนตอนการนำไปใช้ ใกล้เคียงกับ ของมาเลย์เซีย  ผู้เขียนเข้าใจว่า เป็นการผสมผสานของวิธีการภาคกลางและ ทางใต้ลงไป จนถึงมาเลย์เซีย

แบบที่ 4 แบบสุโขทัย  แบ่งเป็นอีกสอง แบบ คือ ที่ปลูกแบบทั่วไป คือใช้ดินนา ปลูกกันในวันอังคารเดือน 6 เพราะเป็นหน้าฝนเหมาะแก่การปลูกพืชชนิดนี้มากกว่าเดือนอื่น ดินที่ใช้ปลูกว่านต้องเป็นดินสะอาดปราศจากวัตถุพวกมูลสัตว์ต่างๆ เจือปน และเป็นดินสีดำบริเวณกลางแจ้งไม่มีอะไรบังควรร่อนเอาแต่ส่วนละเอียดๆ ไปใช้  ก่อนปลูกใช้แผ่นทองแดงลงยันต์ด้วยอิติปิโสแปดทิศ ซึ่งเข้าพิธีปลุกเสกอย่างดีแล้ว พร้อมด้วยสิ่งอาถรรพณ์อันเป็นมงคลหรือผงศักดิ์สิทธิ์อื่นๆ ตามสมควรมาฝังไว้โคนต้นว่านที่ปลูกไว้นั้น เวลาเอาหัวว่านลงแล้วเวลากลบดินอย่ากลบให้ดินแน่นเกินไปนัก เพื่อน้ำที่รดจะได้ซึมได้ง่าย หากกดดินแน่นหัวว่านเกินไป น้ำซึมได้ช้า ทำให้ว่านชุ่มน้ำนานเกินไปอาจเน่าเสียโดยง่าย และส่วนมากควรเหลือหัวว่านให้โผล่พ้นดินสักหน่อยเพื่อสะดวกในการแตกต้นขึ้นใหม่  คาถาในการรดน้ำว่านเมื่อปลูกแล้ว “อุทธัง อุทโธ นะโมพุทธายะ จะพะกะสะ พุทธะสังมิ” ตามกำลังวัน    ในขณะจะทำการขุดว่าน มาใช้เอาน้ำมนต์ที่เสกด้วย “สัพพาสี” แปดจบพรมให้ทั่วต้นว่าน และบริเวณโคนต้นโดยรอบเสียก่อนแล้วจึงขุด ก็จะเพิ่มอิทธิฤทธิ์แก่ว่านนั้นๆ ยิ่งขึ้น ที่น่าแปลก คือ ปกติ เดือน11 ทางสุโขทัย ไม่มีธรรมเนียมกู้ว่านมาเก็บ

อีกแบบ เป็นแบบนักเล่นแร่แปรธาตุ  ซับซ้อน มาก  วิธีการโดยทั่วไป ดำเนินไปคล้ายแบบแรก แต่ดินที่ใช้กับ เป็นดิน ดำที่ได้จากคอกวัว บ้านที่ไม่มีการเลี้ยงไก่ เวลาขุดไม่ให้ ติดมูลวัวมา เอามาแต่ดินล้วนๆ บางท่านยังเพิ่มเติมว่า ถ้าเป็นคอกวัวรุ่นตัวผู้  ที่มีลักษณะดี ก็ จะยิ่งดีมาก นำมาตากแดดให้แห้งบด แล้วนำไป ใส่กระด้ง ให้ต้องแสงจันทร์ คืนเพ็ญ ห้าครั้ง เสกด้วย พระเจ้าห้าพระองค์  นำมาคลุกกับผงเหล็ก ที่ได้จากต้นกระเม็งที่ต้ม จนได้เนื้อเหล็ก แล้ว พร้อมด้วยสิ่งอาถรรพณ์อันเป็นมงคลหรือผงศักดิ์สิทธิ์อื่นๆ ตามสมควร  นำเข้าพิธี ในวันดับสิ้นเดือน  หากตรงกับเดือนเจ็ดจะดีมาก อีกทั้งหากเป็นช่วงสุริยคราศ จันทคราศ  ก็ ยิ่งเพิ่มฤทธิ์ ให้แก่ว่าน  เมื่อจะปลูกให้ ใช้แผ่นตะกั่ว และทองแดงลงยันต์ ไว้ใต้ดินคนละด้านของกระถาง แผ่นตะกั่วลง …..แผ่นทองแดงลง…..   เวลาปลูก เสกคาถา ……แล้วรดน้ำ   จากนั้น ทำร้านสูงเลยเข่า ร้านนี้ ต้องเป็นไม้สักไผ่สีสุก ไม้ไผ่ตง เป็นต้น ห้ามใช้ไผ่รวก  ทิศในการปลูกให้ปลูกทิศตะวันตกของบ้านอย่าให้เงาบ้านบังต้นไม้  หลังจากปลูกไป สองวันพระ ให้ ใช้น้ำ 1ขัน ผสมด้วยเกลือตัวผู้ 3 เม็ด เสกด้วย พุทธคุณธรรมคุณสังฆคุณ รด เสกด้วยพระเจ้าห้าพระองค์   ปลูกไปจนครบเก้าเดือนถึงได้ใช้

ตะกั่วเป็นโลหะหนัก ที่มีอยู่ในธรรมชาติ มีสีน้ำเงินปนเทา ไม่ละลายน้ำ จุดหลอมเหลวที่อุณหภูมิ 327.5 องศาเซลเซียส จุดเดือดที่ 174  องศาเซลเซียส  ตะกั่วมี 2 ชนิด คือ ตะกั่วอนินทรีย์ (Inorganic lead) นำมาใช้ในอุตสาหกรรมแบตเตอรี่ สีทาบ้าน สีย้อมผ้า งานเชื่อมและบัดกรี ยาฆ่าแมลง เป็นต้น ตะกั่วอินทรีย์ (organic lead)ได้แก่ lead alkyl  คือ Tetramethy และ Tetraethyle นิยมใช้เป็นสารป้องกันการกระตุกของเครื่องยนต์ ซึ่งปัจจุบันได้ยกเลิกใช้ในน้ำมันเบนซินแล้ว

ตะกั่วเข้าสู่ร่างกายโดยการกิน และสามารถดูดซึมในระบบทางเดินอาหาร ประมาณร้อยละ 10-15 ในผู้ใหญ่และร้อยละ 50 ในเด็ก การหายใจเอาฝุ่น ควัน ไอ ตะกั่ว การดูดซึมทางระบบหายใจในผู้ใหญ่ ร้อยละ 30-35 และเด็ก ร้อยละ 45  และทางผิวหนัง(เฉพาะตะกั่วอินทรีย์)

การเกิดพิษต่อร่างกาย ตะกั่วมีผลต่อร่างกายเกือบทุกระบบ เช่นระบบประสาทและสมอง  มีอาการปวดศรีษะ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร มึนงง สับสน อาจชักได้ ปวดกล้ามเนื้อ ข้อเท้าตก ชาตามปลายมือปลายเท้า สูญเสียความรู้สึก

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

You may use these HTML tags and attributes: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <strike> <strong>

Spam Protection by WP-SpamFree

วงศ์ของว่าน :