งานเขึยน
หน้างสือ ว่าน สมุนไพร ไม้มงคลไทย
บ้านว่านไทย

บทความที่13 ว่าด้วยเรื่องว่านไทย จากอาจารย์เอก นาครทรรพ

ว่าด้วยเรื่องว่านไทย

                                          โดย อ.น. นักสิทธิ์อีสาน (ท่านให้พ่วงท้ายว่า บทความนี้เขียนนานแล้ว อาจมีบางอย่างเปลี่ยนไปบ้าง )

จากใจผู้เขียน

คุณ อรรถวัติ กบิลว่าน มีความประสงค์จะอุปสมบทเป็นภิกษุในพุทธศาสนา อย่างที่ชายไทยพึงกระทำ เพื่อสืบทอดศาสนาและทดแทนคุณบุพการี ฯลฯ  ข้าพเจ้าจึงได้รับการทาบทามให้เขียนบทความเพื่อขัดตาทัพในขณะที่เขายังบวชอยู่  ในฐานะที่เราได้ร่วมกันศึกษาเรื่องว่าน  แลกเปลี่ยนความรู้ความเห็นกันมานาน ข้าฯจึงรับปาก เพื่อเป็นการอนุโมทนาบุญครั้งยิ่งใหญ่นี้

เนื่องจากเป็นบทความขัดตาทัพของนักเขียนตัวสำรอง บทความควรจะต้องกะทัดรัด และเป็นเอกเทศจากงานเขียนของคุณ อรรถวัติ กบิลว่าน และควรเป็นเรื่องที่ยังไม่เคยถูกเขียนถึงมาก่อน  จึงทำให้ข้าฯหนักใจ ในเมื่อมีโอกาสเขียนบทความลงหนังสือชั้นนำอย่าง “โลกลี้ลับ” สักครั้ง ก็ต้องจัดเต็มกันสักหน่อย แต่ด้วยข้อมูลที่มากมาย จะเขียนอย่างไรให้กะทัดรัดได้

ข้าฯจึงตัดสินใจเขียนเรื่องดังต่อไปนี้

๑.ข้อสังเกตในกบิลว่าน

๒.สมมุติฐานว่าด้วยความศักดิ์สิทธิ์ของว่าน

          ๓.การใช้ประโยชน์จากว่านในทางปฎิบัติ

ข้าฯจะขอเขียนในประเด็นใหม่ที่ยังไม่มีใครพูดถึง โดยสันนิษฐานว่า คนอ่านผู้ได้ติดตาม งานของ อรรถวัติ กบิลว่าน มาแล้ว มีความรู้พื้นฐานดี พอจะต่อยอดในบทความของข้าฯ

๑. ข้อสังเกตในตำรากบิลว่าน 

ทุกชาติในโลกมีความเชื่อเรื่องคุณวิเศษของต้นไม้(ในทางไสยศาสตร์) ประเทศไทยเรามีความเชื่อนี้ที่ชัดเจนเป็นลายลักษณ์อักษรอย่างน้อยสองชุดคือ ๑.ตำรากบิลว่าน ๒.ตำราพฤกษาวิเศษ ซึ่งกลายเป็นแนวคิดหลักในการเล่นว่าน และองค์ความรู้นี้กลายเป็นเรื่องคติชน

คติชน ต่างจากความเชื่อส่วนบุคคล ตรงมีระบบความเชื่อ และระบบความคิดรองรับ มีกลุ่มชนจำนวนหนึ่งยอมรับคตินี้

ดังนั้นเรื่องว่านจึงมีความคิดพื้นฐาน และกระบวนวิธีในการศึกษาและสร้างสมองค์ความรู้ในแบบของตน

ข้าฯจึงได้ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับตำรากบิลว่านไว้ เพื่อให้ผู้ศึกษาตำรานี้ ได้เห็นถึงกระบวนวิธี และความคิดพื้นฐานดังกล่าว เพราะกบิลว่านเป็นตำราหลักของวงการว่านในปัจจุบัน การเข้าใจกบิลว่าน จึงทำให้เข้าใจเรื่องว่านในภาพรวมด้วย

ข้าฯมีข้อสังเกตดังนี้

๑.มีคนแปลความหมายกบิลว่านไปต่างๆนานา ข้าฯแปลว่า “ว่านของกปิลฤาษี”

เพราะฤาษีจังตังกปิละเป็นฤาษีหนึ่งในสี่องค์ผู้ถ่ายทอดองค์ความรู้เรื่องว่านในตำรากบิลว่าน และเมื่อเป็นตำราที่แต่งโดยฤาษี ต้องถือว่าเป็นของสูง และต้องตีความให้เคร่งครัด

๒.ความรู้เรื่องว่านในกบิลว่านจริงๆแล้วรวบรวมจากคำบอกเล่าของกลุ่มชนต่างๆหลายท้องที่ เช่น กระเหรี่ยง, แม้ว, ข่า, ลาว, ละว้าไทรโยค, เขมร จึงมีภาษาหลายถิ่น ปะปนในชื่อและบทคาถาประกอบ

หากจะทำความเข้าใจเรื่องว่านนั้นๆการค้นคว้าในแหล่งกำเนิดเดิม จะทำได้ดีกว่า และตีความได้ตรงกว่า เพราะพืชพันธุ์ในท้องที่ใด จะมีลักษณะเฉพาะของตนเต็มที่ในท้องที่นั้น

( ตำราว่านฉบับใบลานอีสาน ของผู้เขียน บอกบทคาถา “โอมคลุกๆกูจักปลุกพระยาว่านก้านหนา กูจะปลุกพระยายาก้านก่ำ ยายำแล้วสะเหลย…..)

๓.จากการศึกษากบิลว่านทำให้เห็นระเบียบวิธีในการศึกษาว่านได้บางประการ

ก.ว่านมีภาพพจน์ที่ต้องเข้าถึงได้

“ว่านจะมีบุคลิกหรือภาพพจน์ที่สอดคล้องกับชื่อ และชื่อจะสอดคล้องกับคุณวิเศษ”

(ในข้อนี้ข้าจะกล่าวผ่านๆถึงว่านต่างๆ ให้ผู้อ่านจินตนาการถึงภาพพจน์ตามไปด้วย โดยไม่ต้องสนใจรายละเอียด ท่านจึงจะมองภาพพจน์นั้นออก) ดังนี้

-ว่านม้า  มีหัวเหมือนม้า (หัวหางไปคนละทาง) ดีทางกำลัง การแข่งขัน

-ว่านพระยาดาบหัก, ว่านดาบหลวง ใบคล้ายมีดดาบเป็นคงกระพัน

-ว่านพระยาหอกหัก คล้ายหอกใบข้าว( พอยาวมากก้านก็จะหัก) ใช้ทางคงกระพัน

-ว่านพระฉิม ลักษณะหัวขรุขระเหมือนธาตุพระฉิม มีคุณทางโชคลาภ

-เฒ่าหนังแห้ง เปลือกเหี่ยวคล้ายจะแห้ง มีคุณคงกระพัน(หนังเหนียว)

-จักรนารายณ์ มีแขนงอยู่ด้านหนึ่งเมื่อแก่จะโค้งเป็นวง ดูเป็นรูปกงจักร

-ว่านหงส์เหิน เกสรยาวปลายเกสรงอกลับดูคล้ายหงส์บิน ใช้ทางเมตตา

-จูงนาง เป็นหัวกลมๆเรียงกันเหมือนเข้าแถวจูงกัน ใช้ทางเสน่ห์

-หัวน่วม ขุดหัวทิ้งไว้หัวจะนิ่ม คงกระพันทนกระบอง

-ว่านงู หัวไหลยาวเหมือนงูเลื้อย กันอสรพิษ

-ว่านจงอาง มีกระเหมือนงูจงอาง กันอสรพิษ

-ว่านนาคราช มีเกล็ดลำต้นเลื้อยไหลยาว กันอสรพิษ

-ว่านตะขาบหิน ดูเหมือนตะขาบ กันอสรพิษ

-หนุมานยกทัพ มีหัวย้อนขึ้นฉีกแข้งฉีกขาเหมือนหนุมาน ขึ้นหนาเหมือนเป็นกองทัพ  ใช้คงกระพันตามอิทธิฤทธิ์ของหนุมาน

-ว่านสากเหล็ก เหมือนสากตำข้าว ใช้ทามือไว้ต่อยคน (เหมือนเอาสากตีหัว)

-ว่านเพชรกลับ มีรากย้อนกลับทาง กันคุณไสยเหมือนกลับสะท้อนไป

-ว่านนกคุ้ม มีลายเหมือนปีกนกคุ้ม ใช้กันไฟ ตามนิทานเรื่องนกคุ้ม(วัฎฎกะปริตร)

-ไก่ดำ มีปีกมีขนเหมือนไก่ ให้เจ้าของอิ่มท้องเพราะไก่ขยันหากิน.

-สบู่เลือด มียางแดงเหมือนเลือด เป็นทางคงกระพัน

(พวกสบู่ เมื่อตีกับน้ำมักจะให้ฟองมักเอามาประกอบยาอาบ)

-ว่านแร้งคอคำ ใบเหมือนแร้งกางปีก

-ว่านห้าร้อยนาง หัวมีแง่งจำนวนมากหนาแน่นเหมือนห้าร้อยนางประชุมกัน มีกลิ่นหอมเย็นจึงใช้ทางเสน่ห์ตามชื่อ

-ว่านไก่น้อย มีขนปุกปุยสีทองเหมือนลูกไก่

-มหาเมฆ เนื้อในสีหมอกเมฆทะมึน

-ว่านมรกต สีเป็นมรกต

-ว่านขอทอง หัวเป็นแขนงช้อนขึ้นคล้ายตะขอ เนื้อในสีเหลือง จึงเรียกขอทอง

ฯลฯ

การศึกษาเรื่องว่านหากมองภาพพจน์ออก การศึกษาเรื่องว่านจะสนุก และง่ายขึ้น

ข.ลักษณะร่วมบางประการของว่าน ประเภทนั้นๆ  ย่อมบอกถึงสรรพคุณของว่านนั้นๆได้ เช่น

-กลิ่นหอม ย่อมมีคุณในทางเสน่ห์ เช่น ว่านกระแจะจันทน์, ว่านสาวหลง, มหาหงส์, เสน่ห์จันทร์ขาว, เสน่ห์จันทร์ทอง, ดอกทองต่างๆ มักหอมหยาดเยิ้ม, มหาอุดม, ว่านขอนดอก, เทพรำจวน, เทพรำลึก, ว่านสาลิกาลิ้นทองเนื้อมีกลิ่นหอม, ห้าร้อยนาง ฯลฯ

-สีสันโดดเด่น มักมีคุณทางเสน่ห์ เช่น ว่านจักพรรดิใบแล่นขาว, ว่านขุนแผนสามกษัตริย์ใบสีลวดลายสวยงาม, ว่านเฉลิมชัย

-สีแดง มักไปในทางอำนาจ  เป็นว่านชั้นสูง เช่น พระยาว่าน, จ่าว่าน, มหาปราบ ต้นออกแดง, ว่านญาณรังสี, ต้นว่านแสงอาทิตย์ ก้านใบลำต้นยอดแดงมีเทวดารักษา, เพชรนารายณ์ ดอกแดงมีเทวดารักษา

-สีแดง มักไปในทางอิทธิฤทธิ์ เช่น ผักเบี้ยโหรา ใช้ฆ่าปรอท, ว่านแสงอาทิตย์ อิทธิฤทธิ์มาก(เหาะเหินตาทิพย์), ว่านมหาเมฆ ฯลฯ

-สีแดง มักไปในทางคงกระพัน หนุมานนั่งแท่นชนิดแดง, กาสักแดง, เพชรม้าหยิกหัวมีสีแดงดุจเลือด

-สีขาว มักไปในทางเสน่ห์ เช่น ขมิ้นขาว, ดอกมหาหงษ์

-รสคัน มักมีสรรพคุณไปในทางคงกระพัน เช่น ว่านลิงดำ, คางคกน้อย, กาสักแดง, ว่านสบู่เหลือง, สบู่เลือดบอน, พระยามือลาย ฯลฯ

-กลิ่นรสไปทางยาสรรพคุณในทางยา รสเผ็ดร้อน บำรุงกำลัง เช่น ม้าห้อ, ว่านทรหด, เทพประสิทธิ์, ครรภมาลาขาว ฯลฯ

-กลิ่นรสสีเหลืองเหมือนขมิ้น มีสรรพคุณทางยา เช่น หนุมานยกทัพ แก้ปวดท้อง, ว่านเอ็นเหลือง, ว่านชักมดลูก, ขอทอง, วันทองห้ามทัพ, ว่านภาค ฯลฯ

-รสฉุนผ็ดร้อน มักมีสรรพคุณทางกำลังและคงกระพัน เช่นคันทมาลา, ว่านกงจักรพระอินทร์, ว่านกระทู้ ๗ แบก(ใบบอน) ฯลฯ

-เกี่ยวกับปรอท ผีกลัว

เช่น ว่าน พะตะบะ ผีกลัวมากเพราะเผ็ดร้อนมากแสดงถึงปริมาณธาตุปรอทสูง

ว่านมเหศวร มีพรายปรอทเหมือนน้ำค้างจับอยู่ใบ ใช้ปราบผี

ว่านที่มีธาตุปรอทมากจะมีคุณไปในทางฤทธิ์อำนาจ, กายสิทธิ์ เช่น นิลพัตร์ นอนบนไฟได้

-มียางเหนียว มักเกี่ยวกับกายสิทธิ์และปรอท, การเล่นแร่แปรธาตุ เช่น โรหิณี, ว่านอึ่ง, พระยากา(ยางเหมือนยางงิ้ว ใช้ฆ่าปรอท), พระยางู(ยางเหลือง ใช้ฆ่าปรอท),พระยาอังกุลี(ยางดำ)

-ว่านที่ฆ่าปรอทได้มักมีคำว่าพระยานำหน้า เช่น  ว่านพระยากลอย, พระยาริดตีนปู, พระยาแร้งแค้น, พระยาอังกุลี, พระยากา, พระยางู ฯลฯ เพราะปรอทเป็นของสูง ว่านที่ฆ่าปรอทได้ถือว่าศักดิ์ไม่ธรรมดา

-ว่านที่มีเสียงร้อง, ขยับได้ มีกายสิทธิ์จิตวิญญาณ เช่น พระยากระบือ, ลูกไก่ทอง, ช้อยนางรำ

-สีผิดปรกติมักเป็นอายุวัฒนะ และกายสิทธิ์ เช่น ไพลดำ, กระชายดำ, กระชายแดง, ไพลชมพู

-ว่านที่มีรสผิดจากปรกติมักเป็นด้านถอดถอนฤทธิ์ยา เช่น ว่านกลอยจืด, ว่านข่าจืด

-เรื่องรสของว่านที่มีผลกับสรรพคุณ สอดคล้องกับตำรายาไทย

ฯลฯ

ลองทบทวนตามข้อ ก. และข้อ ข. นี้อีกครั้งในการศึกษากบิลว่าน   และไตร่ตรองตามจะทำให้เห็นภาพลักษณ์และจุดร่วมที่ชัดเจน ของว่านประเภทต่างๆ และจะแตกฉานในกบิลว่านมากขึ้น

ข้อแนะนำในการศึกษาเรื่องว่านไทย

๑.) การศึกษาเรื่องว่านคือการตีความตามคำบรรยายลักษณะของว่านในตำรา เพื่อค้นหาต้นว่านจริง  ดังนั้นการศึกษาเรื่องว่านตามตำราที่พิมพ์ขึ้นใหม่ ต้องดูรูปถ่ายว่านอย่างระมัดระวัง เพราะเราไม่อาจรู้ได้ว่าผู้เขียนตีความถูกต้องหรือไม่  หรือ ตีความอย่างมีอคติหรือไม่

ตำราว่านโบราณเป็นเพียงคำบรรยายด้วยตัวอักษรเท่านั้น  ไม่มีรูปประกอบแต่อย่างไร  เราจึงต้องเน้นตีความตามตัวอักษรเป็นหลัก

๒.) ว่านตามกบิลว่านเป็นว่านหลักที่เล่นกันในวงการเท่านั้น  แท้จริงแล้วยังมี “ว่านนอกกบิลว่าน”อีกมากมาย ที่มีประโยชน์ และควรศึกษา  หรือแม้กระทั่ง ว่านที่ปรากฏในกบิลว่านแล้วแต่ มีชื่ออื่นและสรรพคุณอื่นที่นอกเหนือจากกบิลว่าน ข้าฯก็จัดว่าเป็น  “ว่านนอกกบิลว่าน”ที่ไม่ควรมองข้าม

ยกตัวอย่างเช่น  “ว่านพระฉิม”( ตามกบิลว่าน )ทางอีสานเรียก “อีเฒ่าหนังหยาบ” ใช้ทางคงกระพันชาตรี

ส่วนจังหวัดน่าน เรียก “ว่านพระยางู” ใช้แก้และกันอสรพิษฯลฯ

จึงขอแนะนำให้เปิดโลกทัศน์และมุมมองของตนเพื่อศึกษาและขยายผลเรื่อง “ว่านนอกกบิลว่าน”

(ตำราว่านสายล้านนา สาธุ อุตระ วชิโร คัดลอกจากพับสาฉบับวัดเมืองกาย จ.เชียงใหม่ ถือเป็นตำราว่านนอกกบิลว่าน)

            ๓.) ปัจจุบันมีการศึกษากบิลว่านแนวใหม่ “แนวชำระกบิลว่าน” คือการนำว่านตามกบิลว่านที่เล่นในตลาดมาตีความใหม่   เพื่อขจัดว่านยัด(ว่านที่ตีความเข้าข้างตนเองเพื่อหลอกขาย) และว่านพันทาง(ไม้เทศที่พึ่งนำเข้ามาในประเทศไม่ทันยุคที่แต่งตำราเดิม )ออกจากสารระบบกบิลว่าน  และพยายามตีความให้พบต้นจริงที่ยังหากันไม่เจอ ผู้ศึกษาแนวนี้ เช่น กลุ่ม อรรถวัติ กบิลว่าน, คุณ นพคุณ คุมา

ตัวอย่างการตีความใหม่ เช่น คุณนพคุณ ว่า “โรหินี คือกวาวเครือดำ, เนรกัณถี คือข้าวเหนียวดำ, พระยาแร้งแค้น คือหนาดต้นแดง(หาอ่านเพิ่มเติมในหนังสือ “ตำราพฤกษาวิเศษว่านยาเล่ม ๑”  สั่งซื้อได้ที่ ๐๘๑-๙๕๐๐๔๓๖) ขอแนะนำให้ช่วยกันศึกษาแนวนี้เยอะๆเพื่อความก้าวหน้าของวงการว่านไทย

๔.) แนะนำให้หาว่านจริง ชมตามบ้านของนักสะสมว่านยุคเก่า และออกเดินป่า หาว่าน จากธรรมชาติจริงๆ จึงจะเข้าใจธรรมชาติของว่านนั้นๆ  และค้นพบว่านที่ยังหาไม่พบ

จากข้อแนะนำในการศึกษาทั้งหมดนี้ ขอให้ผู้อ่านสนุกสนานและประสบความสำเร็จในการศึกษาว่านทั้งว่านในกบิลว่าน และนอกกบิลว่าน ครับ

๒ . สมมุติฐานว่าด้วยความศักดิสิทธิ์ของว่าน

พืชตระกูลว่านมีจุดเด่นต่างจากพืชพันธุ์อื่นอย่างไร?   เรื่องนี้คงตอบยากถ้าจะพูดในเชิงพฤกษศาสตร์

แต่ในเชิงคติชนวิทยา ว่านต่างจากพืชพันธ์อื่นตรงความศักดิสิทธิ์ในตัวเอง  และเป็นข้อแตกต่างที่โดดเด่นยิ่ง

สิ่งใดกันเล่า? ที่ทำให้พืชพันธุ์ที่เป็นว่าน มีความศักดิ์สิทธิ์แตกต่างจากพืชพันธุ์อื่น  ?

จะเห็นว่ากบิลว่านเป็นองค์ความรู้ที่มาจากผู้วิเศษทรงความศักดิ์สิทธิ์(ฤาษี)  ดังนั้นท่านจึงกล่าวเรื่องความศักดิ์สิทธ์ของว่านได้สมบูรณ์สมภูมิของท่าน

          “ สิทธิการิยะ ยังมีฤาษี ๔ องค์ในแผ่นดินนี้ มีฤทธาอานุภาพยิ่งกว่าบรรดาโยคีฤาษีทั้งปวง ทั้ง ๔ องค์นี้มีนามว่า กะวัตฤาษีองค์หนึ่ง กะวัตพันฤาษีองค์หนึ่ง สัพรัตถนาถฤาษีองหนึ่ง จังตังกะปิละฤาษีอีกองค์หนึ่ง พระฤาษี ๒ องค์ใน ๔ องค์นี้ ได้ให้ธาตุทั้ง ๔ ตั้งอยู่เป็นอธิบดีแก่บรรดาสรรพสิ่งทั้งปวง ส่วนท่านฤาษีองค์ที่ ๔ คือท่านจังตังกะปิละนั้นได้ตั้งบรรดากบิลว่านต่าง ๆ ขึ้นไว้สำหรับท้าวพระยาทั้งปวงอันรู้จักคุณพระรัตนตรัย คือพระพุทธรัตนะ พระธรรมรัตนะ พระสังฆรัตนะ ทั้งยังรู้จักอดกลั้นต่อบรรดาอกุศลกรรมทั้งหลายอีกด้วย เพื่อสำหรับท้าวพระยาและสมณชีพราหมณ์ทั้งปวง จนได้รู้จักสรรพคุณและสารประโยชน์จากว่านต่าง ๆ เหล่านั้น ไปช่วยบำบัดโรคภัยไข้เจ็บและช่วยปกป้องผองภยันตรายทุกข์ภัยนา ๆ ประการแก่ผู้เฒ่าผู้แก่แลคนทั้งปวงทั่วกัน

      ความเกี่ยวพันระหว่างฤาษีผู้วิเศษกับว่านยามีความสัมพันธ์กันอย่างแนบแน่น  ดังปรากฏในบทไหว้ครูแพทย์แผนไทยว่า

          “หนึ่งข้าอัญชลี  พระฤาษีผู้ทรงฌาน

แปดองค์เธอมีฌาณ    โดยรอบรู้ในโรคา

ไหว้คุณอิศวเรศ    ทั้งพรหมเมศทุกชั้นฟ้า

สาบสรรซึ่งว่านยา   ประทานทั่วโลกธาตรี “

         ต่อไปจะกล่าวถึงสมมุติฐานว่าด้วยความศักดิ์สิทธิของว่าน ว่าเหตุใดว่านเหล่านี้จึงมีความศักดิสิทธิในตนเอง 

๑.ธาตุปรอทในต้นว่าน

คนไทยโบราณมีความเชื่อในความศักดิสิทธิ์ของปรอทมานานแล้ว เชื่อว่าปรอทเป็นของกายสิทธิ์เหมือนมีชีวิต  เคลื่อนย้ายที่ไปตามที่ต่างๆ  มักชอบ ที่มีความชื้นเย็น มีหมอก ริมน้ำ  และปรอทชอบกินของที่เน่า  หากใครเคยเอาปรอทมาถูตัว จะทราบว่าปรอทมีกลิ่นเหมือนน้ำครำ  การดักปรอทต้องเอาของเน่า เช่น ไข่เน่า หรือไก่เน่าออกมาล่อปรอท

จะมีเพียงวรรณกรรมเรื่อง “นิราศสุพรรณ” เท่านั้นที่ท่านสุนทรภู่เล่าว่า เอาน้ำผึ้งเข้าล่อ ให้ปรอทมาเสพ  หรือว่าท่านเข้าใจสับสน กับ“เหล็กไหล” ก็ไม่อาจทราบได้!!

ปรอทมีคุณสมบัติที่เราจับไม่ติด กลิ้งได้ เคลื่อนที่ไว ประหนึ่งมีชีวิต  ลักษณะนี้เองคนโบราณจึงนับถือความศักดิ์สิทธิของปรอท การเคลื่อนไหว, กินอาหาร, หนีได้เหมือนมีร่างกาย เป็นที่มาของคำว่า “กายสิทธิ์”

เรื่องนี้ถูกนำมาอธิบายว่าว่านแต่ละชนิดจะมีปรอทสิงสู่อยู่ในเนื้อว่าน  และปรอทในเนื้อว่านแต่ละชนิดก็ต่างกันไปทำให้คุณวิเศษของว่านแต่ละชนิดต่างกันออกไปด้วย

พวกเล่นปรอทในการแปรธาตุ มีความเชื่อว่าว่านมีปรอทดีอยู่ในตัว  หากพกปรอทติดตัว จะป้องกันพิษว่านป่าที่จะมาทำอันตรายเรา  ในขณะเดียวกันหากพกว่านที่มีปรอทแรงไว้กับตัว ก็จะป้องกันพิษปรอทป่าได้เช่นกัน และการที่ว่านมีปรอทในตัวนี่เองจึงเหมาะที่จะนำมาเป็นส่วนหนึ่งในการเตรียม(สร้าง)ปรอทกายสิทธิ์

ในตำราการทำปรอทสำเร็จ เมื่อ ดักปรอทได้แล้ว ต้องมีกระบวนการให้ “ปรอทลืมถิ่น” เพื่อไม่ให้ปรอทหนีกลับไปที่เดิม วิธีคิดนี้เองสอดคล้องกับการกู้ว่าน  ที่ให้กู้ว่านที่ทิ้งใบและยุบตัว ก่อนเดือน ๓ หรือก่อนฤดูที่นกยูงร้องหาคู่ เพราะถ้าไม่ทำเช่นนี้ ปรอท ก็จะหนี ไปหาแหล่งที่อุดมสมบูรณ์อยู่(ปรอทลืมต้น) ว่านที่ปลูกนั้นก็จะถอยฤทธิ์ลง เพราะปรอทหนีไปอยู่ที่อื่นว่านที่เสื่อมฤทธิ์ปรอทจากการไม่กู้ว่านนี้ ทางอีสานเรียก “ว่านเฮื้อ”

สรุปว่ากบิลว่านมองว่านมีคุณวิเศษเพราะมีปรอทในตัว

๒.พฤกษาเทวา และจิตวิญญาณอื่นประเภทพฤกษเทวา

ทฤษฎีนี้เชื่อว่าต้นว่าน มีเทวดาสิงสู่และรักษาให้เกิดความศักดิสิทธิ์ หรือมีจิตวิญาณที่มีอำนาจสูงสิงสู่และดูแลความขลังอยู่ในตน เพื่อให้เห็นภาพจะยกตัวอย่าง เช่น

 -ว่านญาณรังสี  จะมีเทวดาดูแล  วันดีคืนดีจะมีเทวดามาขับกล่อมดีดสีตีเป่าบำเรอต้นว่าน

-ว่านไพลดำ ต้นของ “ลุงสัมฤทธิ์ สีขวา” ท่านเรียกต้นว่านว่า  “พ่อปู่ไพลดำ” เชื่อว่าเป็นจิตวิญญาณผู้รักษาต้นว่าน

-ว่านโพรง มีจิตวิญญาณน่ากลัวสิงอยู่สามารถชักเอาหน้าผู้เป็นเจ้าของออกหากินได้

ว่านประเภทนี้ มีจุดสังเกต คือ การเก็บกู้ จะมีกรรมวิธีพิเศษ  ยกตัวอย่างในกบิลว่าน เช่น

ต้องนุ่งขาวห่มขาว  ถือศีลอุโบสถ ก่อนจะกู้ ต้องเตรียมเครื่องบัตรพลี ระวังเงาเราและต้นว่านทับกัน

ว่านบางชนิด ตำราเขียนไว้ชัดว่า  “ให้ขอกับเจ้าของว่าน(ตัวว่านเอง)”

สาเหตุที่ไม่ให้เงาทับกัน เหตุผลหนึ่งคือ กันจิตวิญญาณในว่านไม่ให้เข้าครอบงำเราได้

๓.ดินฟ้าอากาศ

เรื่องนี้เป็นทฤษฎีว่านสมัยใหม่   ทฤษฎีนี้พิจารณาแล้วเป็นองค์ความรู้มาจาก วิชาฮวงจุ้ย  ของจีน ว่าด้วยปฏิสัมพันธ์ระหว่างลมและน้ำ (ตีความอย่างให้เห็นภาพพจน์)

พูดง่ายๆคือ ปฎิสัมพันธ์เรื่องธาตุในความคิดแบบจีน ผสมความรู้ทางชัยภูมิ

การเกิดความศักดิสิทธิ์ของว่านตามทฤษฎีนี้ ถ้าจะมองให้เห็นภาพลักษณ์ ก็ต้องจินตนาการของการเกิด “ซุนหงอคง”  พระยาวานรที่กำเนิดจาก ศิลา ที่ซึมซับพลังงาน ตามความสัมพันธ์ของธาตุแบบฮวงจุ้ย  จึงบังเกิดชีวิตและจิตวิญญาณขึ้น

ฟังดูเหมือนนิทานเรื่องกำเนิดมนุษย์  ที่อาภัสรพรหม ได้ชิมง้วนดินและเกิดเป็นกายหยาบ ชีวิตจิตวิญญาณแบบมนุษย์ขึ้น  ที่พรรณนาไว้ในโองการแช่งน้ำว่า

“ตนเขาเรืองร่อนหล้าเลอหาว  หาวันคืนไป่ได้

จ้าวชิมดินแสงหล่น        เพียงดับใต้มืดมูลฯ”

คุณหมอประสาน ต่างใจ ท่านว่าฝรั่งมีทฤษฎีคล้ายกัน เรียก “สเปิร์มจักวาล”  คือมีสารตั้งต้นที่พร้อมจะเกิดเป็นชีวิตจิตวิญญาณได้อยู่แล้ว ล่องลอยไปทั่วจักวาล  ที่ใดมีความเหมาะสม ที่จะเอื้อให้สารนี้เกิดชีวิตได้ ก็จะปฎิสนธิขึ้นที่นั่น

การเกิดขึ้นของมันเอง แบบนี้ทางพุทธศาสนาได้รองรับไว้ เรียกว่า “โอปปาติกะ”

พูดง่ายๆ ขนาดชีวิตจิตวิญญาณ ยังเกิดเองได้  ความศักดิ์สิทธิ์ของว่าน เมื่อเกิดความสมดุลย์ของธาตุและสสาร ความศักดิสิทธิ์นี้ก็เกิดขึ้นได้เช่นกัน

๔.ญาณว่าน

ศัพท์นี้เป็นศัพท์ใหม่ของวงการว่าน  มีที่มาจากหนังสือ “สารานุกรมว่านไทย” ของคุณทัศนา ทัศนมิตร และคุณ ดำรงศักดิ์ นาคนิยม   ในหนังสือเล่มนี้ใช้คำว่า  “ญาณของว่าน” คุณดำรงศักดิ์พรรณนาถึงการกำเนิดญาณว่านว่า

มหาฤาษีผู้มีฤทธิ์ เห็นเหตุที่ประชาชนรบราฆ่าฟันกันแล้วสลดใจ  จึงบรรจุคุณญาณและพระเวทย์ลงสู่ต้นว่าน เพื่อให้สืบทอดคุณวิเศษลงไปกับว่าน  บรรพชนยุคใดก็อาจพึ่งสรรพคุณวิเศษจากว่านได้  โดยถือเป็นการสร้างทานบารมีอันยิ่งใหญ่ของมหาฤาษี  สิ่งที่ฤาษีบรรจุคุณวิเศษให้ว่าน ก็คือ “ญาณว่าน” นี่เอง

ปัจจุบันคำว่า “ญาณว่าน” ใช้ในความหมาย “อะไรก็ได้ ที่เป็นความศักดิ์สิทธิในตัวว่าน”

คำนี้ โบราณอีสานมีคำอธิบายมานานแสนนานแล้ว เรียกว่า “พิศนุว่าน”

ตั้งข้อสังเกตส่งท้ายว่า การทำพิธีกรรมที่สืบเนื่องกับเรื่องว่านยา ของสำนักเขาอ้อ  เมื่อเก็บว่านไว้แล้วก่อนจะนำมาใช้ต้องมีการเรียก  “คุณยา” และผูก “คุณยา” ไว้กับว่านเสียก่อน ซึ่งดูไปแล้วก็สอดคล้องกับเรื่อง “ญาณว่าน”

๕,วิธีการปลูกและดูแล

ทฤษฎีนี้ เป็นเรื่องกระบวนการทางไสยศาสตร์ คือกระบวนการใดใดที่ ทำให้วัสดุต่างๆกลายเป็นเครื่องรางที่ขลังศักดิสิทธิ์ได้ ถ้าปลูกว่าน โดยใช้กระบวนการเดียวกันนั้นย่อมทำว่านให้ศักดิ์สิทธิ์ได้เช่นกัน

โบราณกำหนดวิธีการปลูกไว้ค่อนข้างละเอียด ทั้งกำหนดฤกษ์ยาม กำหนดวัน กำหนดบทเสกน้ำรดว่าน กำหนดวิธีการชำระดินฯลฯ

ต่อมามีผู้รู้กำหนดวิธีการปลูกว่านทางไสยศาสตร์เป็นพิเศษขึ้นมาอีกคือ

๑.)อ.ชุม ไชยคีรี ผู้เป็นปราชญ์ใหญ่ทางไสยศาสตร์ ผู้ศึกษาเรื่องว่านอย่างช่ำชอง ถึงขั้น สาธิตการประกอบพิธีอาบน้ำว่านเขาอ้อ  ให้ปรากฏต่อสาธารณะชนเป็นครั้งแรกในกรุงเทพมหานคร  และท่านเขียนหนังสือว่านที่ลุ่มลึกเป็นมรดกทางปัญญาไว้ด้วย แต่น่าเสียดาย กระบวนการพิเศษในการปลูกว่านนี้ เป็นความรู้เฉพาะกลุ่ม ในแวดวงคณะศิษย์ของท่าน

๒.)ตำราว่านของคุณทัศนา ทัศนมิตร และคุณ ดำรงศักดิ์ นาคนิยม ได้เขียนถึงกระบวนการปลูกว่านทางไสยศาสตร์ไว้อย่างเข้มข้นที่สุด กว่าตำราว่านทุกเล่ม นัยว่าเป็นกระบวนการพิเศษที่ คุณดำรงศักดิ์สืบทอดมาจากคุณตาผู้เป็นหมอยาและหมอไสยศาสตร์โดยตรง  ผมถือว่าตำราเล่มนี้คลาสสิคมาก

๓.)ในปัจจุบันมีนิตยสารฉบับหนึ่งประยุกต์วิธีการปลูกว่าน โดยกำหนดกระบวนการทางไสยศาสตร์ขึ้นใหม่อีกมากมาย ถึงขั้น ทำ “น้ำกระสายยา” ไว้รดต้นว่าน

อย่างไรก็ตาม ทฤษฎี “ว่านขลังเพราะกระบวนการพิเศษทางไสยศาสตร์”  นี้มีข้อโต้แย้งคือ “หากความขลังเกิดจากกระบวนการปลูก  สิ่งที่ปลูกก็ไม่จำเป็นต้องเป็นว่านก็ได้ไม่ใช่หรือ????

เหมือนเกจิเสกน้ำรดต้นบานเย็น เพื่อทำพระปิดตา หรือเกจิปลูกต้นรักมาทำหนุมาน???

ท่านรู้หรือไม่ว่าเกจิทั้งสองท่านนี้คือใคร????…………………………..

๖.ความคิดว่าคุณวิเศษของว่านมีอยู่เป็นพิเศษ ต่างหากจากตัวว่าน  เช่น ญาณว่าน  ฯลฯ

คุณวิเศษอันนี้ย่อมถูกขโมยได้  โดยไม่เกี่ยวกับตัวว่าน นี่คือความคิดเรื่อง วิทยาธร  มาขโมยความวิเศษของว่าน  นักเล่นว่าน ต้องหาวิธีป้องกันเอาเอง

(รูปวิทยาธรในคัมภีร์สมุดไทย)

๗.มีคนถามว่า “เหตุใดปัจจุบันว่านจึงไม่ขลังเหมือนตำราว่าไว้ ??

คงตอบเล่นๆ ๓ คำตอบคือ

       ๑.มองในแง่ดี ว่านที่เราเล่นในปัจจุบัน เป็นคนละตัวกับว่านในตำรา เพราะว่านที่เล่นกันในปัจจุบัน เราเล่นตามพ่อค้าว่านตีความหรือชี้นำ   ส่วนใหญ่จึงเป็น “ว่านในตลาด” มากกว่าจะเป็น “ว่านในตำรา”

          ๒.มองแบบไม่ดีไม่ร้าย ว่ามีความบกพร่อง(Error)เกิดขึ้นกับ ปัจจัยแห่งความศักดิ์สิทธิ์ต่างๆที่ได้กล่าวมาแล้ว

๓.มองแบบหมดหวัง ว่าว่านถึงยุคที่หมดความขลังแล้ว โดยกฎไตรลักษณ์ของพระพุทธองค์

เรื่องนี้เขียนในเพลงยาวพยากรณ์กรุงศรีอยุธยาว่า

“…ทั้งอายุศม์จะถอยเคลื่อนจากเดือนปี

ประเวณีจะแปรปรวนตามวิสัย

ทั้งพืชแผ่นดินจะผ่อนไป

ผลหมากรากไม้จะถอยรส

ทั้งแพทย์พรรณว่านยาก็อาเพศ

เคยเป็นคุณวิเศษก็เสื่อมหมด

จวงจันทน์พรรณไม้อันหอมรส

จะถอยถดไปตามประเพณี…”

๓. การใช้ว่านในทางปฎิบัติ

            เรื่องสำคัญที่สุดอีกเรื่องของการเล่นว่าน คือการนำว่าน มาใช้ให้เกิดผลตามตำรา เพราะถ้าเราเลี้ยงว่าน “อย่างว่าน” เราย่อมต้องการ “สรรพคุณอย่างว่าน” เช่นกัน แต่ดูเหมือนว่าผู้ที่จะใช้ว่านอย่างเป็นล่ำเป็นสันนั้นคงมีแต่นักไสยศาสตร์เป็นหลัก

ข้าฯไม่อยากชักจูงให้ใครมาเป็น นักไสยศาสตร์ เพราะถ้าศึกษาไสยศาสตร์แต่กระพี้ ก็จะเป็นเดรัจฉานวิชาหรือขวางพระนิพพานไปเสียเปล่า   “นักปราชญ์ย่อมกินมังคุดแต่เนื้อใน”

ไม้ใหญ่ที่สมบูรณ์ย่อมไม่อาจมีเพียงแก่นได้  ไสยศาสตร์แบบพุทธถูกหล่อหลอมโดยปรัชญาพุทธ มานาน จนเป็นวิชาที่สูงเด่นอยู่เช่นกัน

จะขอกล่าวถึงการใช้ว่านในแง่มุมที่ยังไม่มีคนพูดถึง

๑.)การพกว่าน

(ว่านเก่าที่มีลักษณะแข็งตัวแล้ว”)

โบราณมีวิธีใช้ว่านที่ง่ายมาก คือการพกว่านสดหรือแห้งไปกับตัว เช่น

ว่านคงกระพันพกไว้กัดกินตอนมีเรื่องต่อสู้ ก็จะเป็นว่านสด   ซึ่งว่านที่พกไปนี้มักเป็นประเภทอยู่คงเพียงชั่วเบา คือเมื่อปัสสาวะฤทธิ์ว่านก็หมดลง  การพกอย่างนี้มักพกไปชั่วคราว เมื่อกลับบ้านก็จะเอาว่านลงดินไว้เหมือนเดิม

ข้อจำกัดของการพกว่านสดคือหากพกไปนานๆว่านจะเสีย(ขึ้นรา, เน่า, ฝ่อ) ผู้พกว่านสดจะต้องรู้วิธีถนอมว่านให้อยู่ได้นาน

ว่านบางอย่างอาจพกเป็นว่านแห้งได้ โดยไม่เสื่อมสรรพคุณ  ก็มักจะฝานเป็นแว่นแล้วตากแดดพกใส่ตลับ

หรือเอาว่านสดแช่น้ำมันหอมไว้ก็เป็นการถนอมว่านไว้ใช้อีกวิธีหนึ่ง

ต่อไปจะกล่าวถึงวิธีพิเศษในการพกว่าน

ก.)ล่ามว่าน

เมื่อครั้งหนึ่ง ข้าฯไปเรียนวิชาที่เมืองอุบลพบวิธีการพกว่านที่น่าทึ่ง ผู้เฒ่าท่านหนึ่งพกว่านที่มีลักษณะแห้งแต่แกร่งเป็นหินไว้กับตัว ที่น่าทึ่ง เพราะเป็นว่านตระกูลขมิ้นที่ไม่น่าแกร่งได้ขนาดนี้ จึงขอความเมตตาจากท่าน  ท่านว่าในการพกว่านจะมีคาถาบทหนึ่ง ให้เสกเป่าลงว่านบ่อยๆ ในเวลาไม่นานว่านก็จะค่อยกลายสภาพแข็งขึ้นเรื่อยๆ ท่านเรียกคาถานี้ว่าคาถา “ล่ามหว้าน”  นอกจากว่านจะแห้งแข็งคงความขลังแล้ว ว่านที่พกจะไม่สามารถทำร้าย(ตอด)เจ้าของได้   และหากเสกถึงขั้นจริงว่านก็จะแข็งเป็นหินเป็น “คุต”(คด) และคาถานี้เองโบราณเขาเอาไว้ “ล่ามว่านกระจาย”

“ว่านกระจาย” คือว่านประเภทว่านโพรงนี่เอง แต่ตำราอีสานได้จำแนกประเภทไว้โดยละเอียดกว่าที่อื่นมาก เช่น ว่านกระจายไฟ, กระจายลม, กระจายข้าวตอก, กระจายเหล็ก, กระจายทอง ฯลฯ

ว่านกระจายบางตัวนำมาผสมในการเล่นแร่แปรธาตุแบบพิสดารของอีสาน(การหุงเหล็กบางชนิดฯลฯ)อีกด้วย

แต่ว่านกระจายทุกชนิดจะมีสิ่งหนึ่งเหมือนกันที่น่ากลัวคือ มีจิตวิญญาณที่ดุร้าย และกระหายต่อการเสพอาหารประเภทของสดของคาว ว่านประเภทนี้เหมือนงูพิษที่ไม่รู้จักเจ้าของ หากพลาดเผลอทำผิดข้อห้าม “คะลำ” เจ้าของก็มักมีอันเป็นไปต่างๆ ที่น่ากลัวคือ จิตวิญญาณในว่านกระจายอาจเข้ามาสิงสู่ครอบงำในตัวเจ้าของได้ ถือว่าเป็น “ปอบว่าน” อีกชนิด

เมื่อทราบว่าแหล่งใดมีว่านกระจาย ก็ต้องสังเกตว่า ระยะใดเป็นระยะที่จะใกล้ว่านได้ใกล้ที่สุดโดยไม่เป็นอันตรายจากการตอดของว่าน  หากมี “ว่านล่าม” ก็เดินใกล้ต้นได้เลย  หากไม่มีว่านล่าม ก็ต้อง หาอะไรให้ว่านกระจายนั้นกินจนมันอิ่มมันจะไม่ตอดเรา(เช่น กระจายเหล็กต้องให้กินผงเหล็ก)  จากนั้นค่อยๆใช้บท “ล่ามว่าน”  ล่ามมันไว้จนกระทั่งสังเกตได้ว่า ต้นว่านหยุดกินอาหาร หรือเริ่มทิ้งใบแล้ว จึงจะเข้าไปเอาว่านมาใช้งานได้

ดังนั้นผู้ที่ริจะเลี้ยงว่านประเภทที่มีอันตรายนั้นต้อง “ล่ามว่าน” เป็น  และต้องรู้เรื่อง “ว่านล่าม” อีกด้วย

ความรู้นี้ข้าฯได้จากครูอาจารย์แถวอัตตะปือประเทศลาว ท่านสอนว่า “ว่านฮ้าย”  แต่ละประเภท จะมี “ว่านล่าม” ของตนเป็นตัวแก้ตัวกันและ “ตัวผาบ”(ปราบ)

ในองค์ความรู้แบบ “กบิลว่าน” จะแนะนำให้หา “ว่านกำบัง” มาป้องกันตนจากโทษของว่านร้าย  หรือหาว่านที่มี “ศักดิ์ใหญ่” มาคุมว่านอื่น อันได้แก่ “พระยาว่าน”, “จ่าว่าน”     หรือแม้แต่ครูอาจารย์บางท่านจะเสกน้ำรดว่านด้วยบท “พระยาไก่เถื่อน” เพื่อให้ว่านเชื่องคุมง่ายก็ตาม แต่ในความเห็นของข้าฯ เมื่อศึกษาว่านนอกกบิลว่านประเภทที่มีลักษณะเฉพาะตัวสูงนั้น เห็นว่าการใช้ว่านกำบัง และว่านคุมดังกล่าวจะกันได้เฉพาะว่านที่ยังไม่มีดวงจิตวิญาณเท่านั้นแต่ว่านที่มีจิต, ว่านดุ ว่านแรงๆจริงวิธีการนี้คงไม่เพียงพอ

ในลาวใต้ จะมีว่านประเภทที่เลี้ยงไว้เพื่อทำร้ายคน เช่น ว่านดีด, เปลือกใส่ใจแก้, หรือกระจายต่างๆ เช่น กระจายลม  เจ้าของจะแอบปลูกทิ้งไว้ไกลจากบ้าน  บางประเภทต้องแอบไปปลูกบนต้นไม้อื่นที่สูงๆ  ว่านประเภทนี้ร้ายมากจะทำร้ายคนหรือสัตว์ที่เข้าใกล้ เจ้าของเองหากจะเข้าไปเอาไปเก็บกู้ ก็ต้องถือ “ว่านล่าม” เข้าไปหาจึงจะเอาได้

ข.)ยาแท่ง, ยาสัก, พระว่านจำปาสัก 

วิธีที่จะกล่าวต่อไปนี้ คือการนำเอาว่านมาแปรรูปให้เป็นแท่งเป็นก้อนเพื่อให้พกพาได้สะดวกผู้อ่านอาจจะแย้งว่า ก็ไม่ต่างอะไรกับการเอาว่านแห้งมาบดแล้วทำเป็นพระผงว่าน!!

ต่างมากครับเพราะ วิธีเอาว่านตากแห้งแล้วบดทำพระผง แบบที่ทำในปัจจุบันนั้น ง่ายเกินไป!!! ชิ้นงานที่ได้ก็ไม่มีความงาม  ขาดเสน่ห์ดูไม่ต่างกับก้อนดินธรรมดา  ต่างกับเรื่องที่จะว่าต่อไปนี้

          ยาแท่ง  : นับเป็นพัฒนาการขั้นสูงในการพกว่าน ทำโดยเอาว่านยามาผสมให้เป็นยาสำเร็จ ตามสรรพคุณที่เราต้องการ อาจมีการใส่ผงพิเศษทางไสยศาสตร์ปนไปด้วย แล้วปั้นเป็นแท่ง พกติดตัว (แท่งยามหาระงับ ส่วนหนึ่งของตำราสร้างตะกรุดมหาระงับ)

เมื่อจะใช้ก็ฝนใช้ตามความต้องการ  ที่ว่าเป็นพัฒนาการขั้นสูงอยู่ที่การ  “ยักกระสาย” เป็นความคิดพิสดารที่ฝรั่งไม่มี

เช่น ยาแท่งเดียวกันใช้น้ำมะนาวมาฝนใช้รักษางูพิษ ตัวแท่งเดิมใช้น้ำซาวข้าวฝนยักกระสายกลายเป็นยาแก้เบื่อเมา

ยาแท่งเดิมใช้น้ำครำ ยักกระสาย แก้ผีเข้า, ยาแท่งเดิมยักกระสายฝนด้วยน้ำดอกไม้เทศ กินบำรุงกำลัง

ยาแท่งเดียวใช้ได้รอบตัวเพียงแต่ต้องรู้จักยักกระสายให้ถูกเรื่อง !!

(การเขียนผงตรีนิสิงเห)

การใช้ผงตรีนิสิงเหฯ ในตำราไสยศาสตร์ไทย มีหลักคิดเหมือนกับยาแท่ง!!   แต่ยุคนี้หาผู้เข้าใจตำราตรีนิสิงเหได้น้อยเต็มที   ส่วนใหญ่จะเข้าใจว่า การเขียนดวงตราต่างๆในคัมภีร์ตรีนิสิงเหฯเป็นขั้นตอนการเขียนผง!!

ที่ว่าผงตรีนิสิงเหฯเหมือนยาแท่งก็คือ  เมื่อทราบตำราแท้จริงแล้วว่าตำราใดนำมาเขียนผง ก็เขียนผงดินสอพองลบโถมไปเรื่อยๆ(ลบโถมคือเอาแท่งดินสอพองมาเขียนผงตามตำรา  เสร็จแล้วก็เอาผงที่ได้ปั้นเป็นดินสออีก เขียนผงใหม่อีก เอาผงมาทำดินสอ เขียนอีกเรื่อยๆ)  เก็บผงที่ได้ปั้นเป็นแท่งดินสอทิ้งไว้

(ตำราลายมือ พระครูใบฎีกาบุญยัง ศิษย์เอกหลวงปู่วัดมะขามเฒ่า ว่าด้วยการใช้ผงยาตรีนิสิงเหฯ จะเห็นว่ามีการเอาแท่งดินสอที่เตรียมไว้เขียนอัตราเลขและประทับตราราชสีห์ ใช้ทางตบะเดชเข้าหาเจ้านาย…)

เมื่อจะใช้งานเรื่องใด ก็เอาแท่งดินสอนั้น  เขียนเป็นอัตราเลขและประทับดวงตรา ลบใช้เฉพาะเรื่อง

เช่น ปราบผี เอาดินสอเขียนเป็นตราท้าวเวสสุวรรณ, จะเข้าหาหญิงชายให้ลงตราพระควัม,  จะพบเจ้านายให้ เป็นตบะเดชลงอัตราเลขประทับตราราชสีห์ เป็นต้น

การนำแท่งดินสอตรีนิสิงเหฯมาเขียนอัตราเลขและประทับดวงตรา เพื่อใช้ประโยชน์เฉพาะเรื่องก็เหมือนการยักกระสายของยาแท่งนั่นเอง!!

(ของใช้ส่วนตัวหลวงพ่อดิ่ง บางวัว  หมายเลข 3 คือยาดำออกศึก ,หมายเลข 4 คือยาคลาดแคล้ว)

       ยาสัก, พระว่านจำปาสัก : ยาสัก และ พระว่านจำปาสัก ในความเห็นของข้าฯคือการทำยาแท่งแบบหนึ่ง  ต่างกันที่ยาสักมักทำในรูปตุ๊กตา และพระว่านจำปาสักนิยมทำเป็นพระศิลปะเชียงรุ้ง!!

(ยาสัก ทางล้านนา)

          -ยาสัก นิยมทำในทางไทยใหญ่, ล้านนา มีวัตถุประสงค์พิเศษคือเป็นการถนอมว่านยาเพื่อนำมาฝนสักเข้าร่างกาย

ยาสักเมตตาในทางไทยใหญ่นิยมใช้ว่าน “ปางแซงแหลง (ฝากกันช่วยค้นคว้าต่อไป)

-พระว่านจำปาสัก  นิยมสร้างในพื้นที่อีสานล้านช้าง พระนี้ไม่ได้สร้างจากว่านที่ชื่อ “จำปาสัก”  แต่แตกกรุแล้วโด่งดังที่เมืองจำปาสัก จึงเรียกว่า “พระ(เนื้อ)ว่าน(แห่งเมือง)จำปาสัก” องค์พระที่พบมักมีรอยฝนว่านออกใช้ บ้างก็ต้มกินแก้มาลาเรีย, ฝนทาตะขาบกัด ฯลฯ   พระนี้มีชื่อเสียงทางคงกระพันมหาอุด

(พระว่านจำปาสัก ที่ผู้เขียนสะสมไว้)

บางองค์เป็นการสร้างที่พิสดาร คือเอาว่านสดมาทำหรือเอาว่านผสมครั่ง ซึ่งเป็นกระบวนการที่ในปัจจุบันยังทำไม่ได้ ถือว่ามีขั้นการผลิตที่สูงกว่าการทำพระผงว่านที่ทำกันในปัจจุบัน  พระว่านจำปาสักจึงเป็นพระกรุที่น่าเก็บสะสมยิ่ง

๒.)การกินว่าน

            โดยทั่วไปว่านกบิลว่าน สามารถกินได้ทันที โดยใช้บทคาถาเสกประกอบตามตำรา ตามแต่ชนิดของว่าน บางชนิดต้องรอฤกษ์ยาม(เช่นว่านมหาเมฆต้องรอวันที่มีคราสฯลฯ)

อย่างไรก็ดี ต้องศึกษาว่าว่านชนิดใดที่มีโทษข้างเคียง เช่น มีผลึกรูปเข็ม(calcium oxalate) ที่อาจก่อให้เกิดการระคายเคืองได้ ว่านประเภทนี้ต้องป้องกันไม่ให้ว่านสัมผัสกับปากและลำคอโดยตรง อาจทำโดยใช้กล้วยน้ำว้าหรือมะขามเปียกในการช่วยกลืน  บ้างก็ใช้เหล้าเป็นกระสาย นี่เป็นหลักทั่วไปในการกินว่าน

อ.ชุม ไชยคีรี ผู้ที่ข้าฯกล่าวถึงมาแล้ว ท่านค้นคว้าและเผยแพร่ความรู้เรื่องว่านให้แก่สาธารณะชน  และได้สั่งสอนวิธีในการกินว่านไว้เป็นพิเศษ เช่นการจารพระคาถา, การขยายธาตุ, การเสกเพิ่มฤทธิ์ว่าน, การกินว่าน, และการผูกคุณว่านไว้กับตัว  นี่เป็นการกินว่านที่เป็นแบบแผนที่สุดและสอดคล้องกับความเชื่อหลักในกบิลว่าน

ต่อไปข้าฯ จะขอกล่าวถึง การกินว่านแบบพิเศษ ในตำราไสยศาสตร์ไทย

๑ การกินว่านเขาอ้อ

เขาอ้อยังมีศาสตร์อีกแขนงหนึ่งที่คนไม่ค่อยรู้จัก คือการกินว่าน เช่น ขมิ้นอ้อย, ว่านสบู่เลือด, ว่านสีดา, ว่านเพชรตรี, ว่านเพชรหน้าทั่ง

ที่นิยมกันมากคือ การกินว่าน “เพชรหน้าทั่ง”  แต่เป็นเพชรหน้าทั่งคนละอย่างกับกบิลว่าน ในกบิลว่าน เป็นไม้หัว มีหัวเป็นรูปตะกรุด ใต้ใบมีขน  ใบอ่อนนุ่ม มักขึ้นริมตลิ่ง ทิ้งหัวไหลไปตามกระแสน้ำได้

ในตำราสัก สายครูทัน รุจิเรข ท่านถือเป็นว่านเอก ในการดองหมึกสัก(ฟังชื่อก็เห็นภาพพจน์แล้ว ว่าคงทนดุจเพชรที่วางบนหน้าทั่ง ตีด้วยพะเนินเหล็ก ก็ไม่แตกหักเสียหาย)

ตามตำรับเขาอ้อ เพชรหน้าทั่งคือ ไม้ยืนต้นชนิดหนึ่ง ถ้าเรารู้จักคงไม่กล้ากิน เพราะมียางสีขาว ที่ดูน่าจะเป็นอันตราย แต่เขาหาที่กินจนได้  หากจะเปรียบให้เห็นภาพ ก็คงเหมือน กับการกินยอดมะพร้าวนี่แหละ

เพชรน่าทั่งนี้ต้องเกิดในถ้ำ หรือในเกาะดอนกลางแม่น้ำ ขึ้นบนโขดหินยิ่งดี  ว่ากันว่าหากกินตามตำราแล้วเป็นยอดแห่งความเหนียวคง

ผมยังสงสัยตำรานี้ ว่า “เพชรน่าทั่ง” ควรจะเป็นไม้ต้นใดกันแน่ เพราะเปรียบเทียบตำราแล้ว เชื่อว่าตำรานี้ของเขาอ้อมีต้นสายเดียวกันกับตำราภาคกลางเป็นแน่   สุดท้ายเรื่องนี้สรุปว่า “หนังสือก้อม ต่างคนต่างมี” เรียนมาแบบไหนใช้แบบนั้นดีกว่า  สบายใจกว่า

(ว่านเพชรน่าทั่ง  แบบกบิลว่าน)

๒ การกินเหนียวกินมัน

การกินข้าวเหนียวดำตำรับเขาอ้อ เป็นการกินว่านขั้นสูง ถ้าว่าเป็นภาษานักกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา จะต้องใช้คำพูดว่า “มีขั้นตอนการผลิตที่สูงขึ้น”

(ข้าวเหนียวดำที่ใช้ในพิธี ต้องดำทั้งต้น, ใบ, ราก, แม้กระทั่งน้ำในนาต้องเป็นสีดำ)

และเป็นการใช้ความรู้เรื่องว่านยาสมุนไพรอย่างรอบด้านและละเอียดอ่อน มาก  ต้องใช้ความรู้ระดับใกล้เคียงกับการแช่ว่านเลยทีเดียว  ที่เขียนเช่นนี้เพราะ การแช่ว่านทุกครั้งต้องกินข้าวเหนียวดำด้วย และน้ำยาที่นำมาทำข้าวเหนียวก็คือ “น้ำหัวราง” หรือน้ำยาเดียวกับการแช่ว่าน นั่นเอง

ข้าฯเคยสงสัย ว่าการอาบว่านและหุงเหนียวเขาอ้อเป็นเรื่องขาดหลักวิชา!! เพราะปริมาณของว่านที่นำมาใช้มีจำนวนมากมายจนดูประหนึ่งว่า  ใช้ว่านอะไรก็ได้ ให้ได้ปริมาณมากๆ และมองไม่ออกว่าอะไรคือตัวยาที่เป็นสาระสำคัญ?

ข้าฯเชื่อว่า  อะไรก็ตามที่เป็นตำรับเฉพาะต้องตอบได้ว่าอะไรเป็นสาระสำคัญ?? เหมือนกับแกงเผ็ด กับต้มยำ คือการเอาน้ำมาต้มเครื่องแกงเหมือนกัน  แต่ถ้าแยกไม่ได้ว่าอะไรคือแกงเผ็ด อะไรคือต้มยำ ก็แปลว่าตำราหุงเหนียวและแช่ว่านเขาอ้อปราศจากความน่าเชื่อถือ!!!! ข้าฯใช้มาตรฐานนี้ ในการวิเคราะห์ความเป็นศาสตร์ของหลายวิชา

(น้ำมันงาที่เสกจนแข็ง และว่านยาที่ใช้กินร่วมกับข้าวเหนียวดำ)

            จนกระทั่งข้าฯมีโอกาสได้พบครูอาจารย์ผู้รู้จริงหลายท่าน และได้รับคำแนะนำสั่งสอน  ได้ใช้เวลาศึกษาวิเคราะห์จนพูดได้เต็มปากว่า ศาสตร์เหล่านี้ของเขาอ้อ มีระบบแบบแผนที่ชัดเจนแน่นอน

(ผู้เขียนประกอบพิธีป้อนเหนียวป้อนมันตำรับเขาอ้อ)

ปัญหาสำคัญที่วิชาหุงเหนียวและอาบว่านเขาอ้อ หาผู้รู้จริงและเข้าถึงแก่นของวิชานี้ได้น้อยลงทุกวัน มีสาเหตุมาจากว่านยาตัวสำคัญ หายากขึ้น, และชื่อยาเป็นชื่อเฉพาะถิ่น ที่ยังไม่มีใครอธิบายเปรียบเทียบในชื่อที่คนส่วนใหญ่รู้จัก วิชานี้จึงเป็นวิชาเฉพาะตัว ของคนท้องถิ่นรอบเขาอ้อโดยแท้จริง

(“อ้ายต้าน” ตัวยาสำคัญในการอาบว่าน, หุงเหนียว ต้นนี้ข้าฯใช้เวลาค้นหาเกือบ ๓ ปี)

๓.ยาคง

เป็นการนำว่านยามาประกอบขึ้นเป็นยาสำรับรับประทาน ที่พบในตำราไสยศาสตร์มักเป็นยาดองหรือลูกกลอน เมื่อกินเข้าไปถึงปริมาณหนึ่งร่างกายจะทนทานต่ออาวุธร้าย  ได้อย่างน่าอัศจรรย์   และตำราพวกนี้มักมีหลักคิดคล้ายกันข้อหนึ่งคือ  เชื่อว่าพืชบางชนิดจะมาล้างฤทธิ์ซึ่งกันและกันได้  ดังนั้นตำราพวกนี้มักมีข้อห้ามไม่ให้กินอาหารและพืชพันธุ์บางประเภท

ที่น่าสังเกตในตำรา ทางภาคกลางมักมี “ต้นปลาไหลเผือก” แทรกอยู่ด้วยหลายขนาน จึงเชื่อว่าคงเป็นตัวยาสำคัญในระดับตัวยาหลักเลยทีเดียว

ตำราที่โด่งดังในภาคเหนือได้แก่ ยาข่าม, ยาพระคง, และยาพระลือ มีกระบวนการพิเศษคือการหมักยา(ฟ่ง)ในข้าวสารและข้าวเปลือก มีเคล็ดที่น่าสนใจคือ ตอนหุงต้มยามีการเอาเหล็ก, ทองแดง, ตะกั่ว หรือวัสดุที่ทำเป็นอาวุธได้ นำมาเผาในเตาหุงต้มด้วยเป็นทำนอง ข่มนามไม่ให้โลหะเหล่านี้ทำอันตรายแก่ร่างกายได้

อาจารย์ผู้ทรงวิทยาคุณท่านหนึ่ง  บอกว่า  “ยาคงเป็นวิชาคงกระพันสูงที่สุดในบรรดาศาสตร์การใช้ว่านด้วยกัน”

๓.)การฝังว่านศาสตร์ที่เริ่มสูญหาย

            ข้าฯสนใจวิชาประเภทฝังของเข้าร่างกายมานานโดยความสนใจเริ่มจากเสภาเรื่อง”ขุนช้างขุนแผน “ที่กล่าวถึงแม่ทัพเชียงใหม่ที่ชื่อ “แสนตรีเพชรกล้า” ผู้ฝังเพชรและนิลตามเนื้อตัวร่างกายจนปูดโปน “โปเปาปุปปิบยิบทั้งกาย”

จนกระทั่งได้เรียนวิชาจำพวกฝังตะกรุด, ฝังเข็ม, ฝังเป๊ก และฝังจาก กับครูอาจารย์สายอีสานล้านนา

คำว่า “เป๊ก” หรือ “จาก” ในที่นี้หมายถึงของวิเศษที่เราเอามาฝังเข้าร่างกายนี่เอง  สิ่งนี้นอกจากมีคุณวิเศษตามประเภทของที่ฝังแล้ว ยังสามารถเต้น กระตุก เตือนเหตุการณ์ดีร้ายให้ทราบล่วงหน้าก่อน

(วัสดุที่นำมาเข้าเป๊กฝังจาก)

ในสายของหลวงปู่สีพันดอน(นามสมมุติ) ที่ข้าฯได้เล่าเรียนมา จะฝังวัสดุประเภทกระดูกลิงลม, งาช้างกระเด็น, ทองคำ เข้าสู่ผิวหนังร่างกายซึ่งเป็นข้อน่าฉงนในภูมิปัญญาของคนโบราณคือ  ทองคำ เป็นโลหะที่ร่างกายไม่ต่อต้าน แม้แต่กระดูกลิงลม ก็เป็น primate ที่ตระกูลใกล้เคียงกับมนุษย์จน แอนตี้บอดี้ ในร่างกายเราไม่ต่อต้าน   ข้าฯฝังจากให้ผู้คนมากหลาย ก็ไม่เคยปรากฎผลร้ายแก่ผู้ฝังจากเลย แต่กับการฝังว่านนั้น ว่านอาจเน่าเสียในร่างกายเราได้อย่างง่ายดาย และเป็นอันตรายมาก  วิชาฝังว่านจึงเป็นวิชาที่ซับซ้อน ละเอียดอ่อน

(ผู้เขียนฝังเข็ม ให้คุณ อรรถวัติ กบิลว่าน)

ในประเทศแถบฟิลิปปินส์, อินโดนีเซีย มีการฝังไม้ เข้าร่างกายเพื่อผลในทางไสยศาสตร์ เรียกว่า “ฮาริงบาแกว”(Haring bagal)  มีลักษณะเหมือนการฝังว่านของไทย ไม้ที่นิยมนำมาฝังเข้าตัว เช่น

 

(ราชากายูที่ทำเป็นหัวแหวนแล้ว)

          -“ราชากายู” ราชาแห่งไม้ ใช้ทางคงกระพัน เลิศทุกด้าน

(กายูนิบง)

-“กายูนิบง” เนื้อไม้เป็นลายคล้ายเกล็ดงูสีดำ  เป็นทางคงกระพันชาตรี

-”ตาลัสสะเกโร” มีรูพรุนสีดำ ใช้ทางกันไสยศาสตร์,

-“กายูตัส” สีน้ำตาลดำกันสัตว์ร้าย

 

(กายูเดลิม่า)

-“กายูเดลิมา” เพิ่มพลังทางกายภาพ,

-“บูจังการา” (ไม้ขึ้นในโลงศพ) ฯลฯ

ไม้เหล่านี้นอกจากฝังเข้าร่างกาย ยังนำมาทำหัวแหวนเครื่องรางด้วย

“ฮาริงบาแกว” จะนำเอาเนื้อไม้มาทำเป็นแท่งฝังไว้ตามร่างกาย เช่น แสกหน้า เมื่อฝังเสร็จอาจมีการทดลองความคงกระพันด้วยดาบอันคมกริบ  ประหลาดตรงที่การฝังสิ่งเหล่านี้ยังไม่ปรากฏว่าเป็นอันตรายแก่ร่างกาย

การฝังว่านเข้าร่างกายที่พบมีสามลักษณะ คือ

๑.ผสมว่านกับขี้ผึ้ง และใช้เหล็กสักฝังตามร่างกาย

๒.ใช้ว่านชิ้นแห้งหรือชิ้นสด ฝังลงใต้ผิวหนัง

๓.ทำเป็นเม็ดยาฝัง

ในกรณีที่ ๒ ทางฝั่งลาวนิยมใช้ว่าน สบู่เลือด, เฒ่าหนังหยาบ, ว่านกระจาย, สบู่ตัง ฯลฯ

ข้อเสียของการฝังว่าน ผู้ฝังจะมีอาการที่สอดคล้องกับต้นว่าน เช่น ในหน้าฝน จะรู้สึกชุ่มชื้นมีพลัง บ้างก็จะเกิดผื่นตุ่มขึ้นเป็นตะปุ่มตะป่ำตามร่างกายพอหน้าแล้งผื่นนี้ก็จะหายไปเอง เหมือนว่านที่เติบโตขยายในหน้าฝนและยุบตัวในหน้าแล้ง

วิชานี้ในชั้นหลังหาผู้รู้จริงยากมาก ขอให้ระมัดระวังก่อนจะฝังว่านเข้าร่างกาย

๔.)การอาบว่านยา

            ว่ากันว่า หลวงพิชัยสงคราม(พ่อสุด)ผู้ตามถวายงานอนุบาลพระนเรศถึงหงสาวดี  ได้จัดพิธีกรรมอาบว่านยาให้แก่พระนเรศ ตั้งแต่พระองค์ทรงพระเยาว์ จนวรกายของท่านมีสีดำคล้ำ  ผู้คนจึงขนานนามท่านว่า “พระองค์ดำ”

การอาบยาแช่ว่านในประเทศไทยที่มีชื่อเสียงที่สุดคือ “การแช่ยาเขาอ้อ” โด่งดังมากจนกระทั่ง อ.ใหญ่ท่านหนึ่งให้สัมภาษณ์ออกโทรทัศน์เสียเลยว่า แช่ว่านยามีเฉพาะเขาอ้อเท่านั้น ข้าฯว่าโลกทัศน์ท่านแคบไปหน่อย

ซึ่งเท่าที่พบศึกษาค้นคว้าร่ำเรียนมาข้าฯพบตำราอาบว่านมากกว่า ๓๐ พาก(ตำรับ)  จะขอกล่าวถึงดังนี้

๑.การแช่ว่านยาสายเขาอ้อ

“การแช่ยา” เขาอ้อเป็น master piece ของการแช่ว่าน เพราะต้องเตรียมการนานในการหาว่านยา  และกระบวนการละเอียดอ่อนมาก  การแช่ยาแต่ละครั้งจะสมบูรณ์สัก ๘๐ เปอร์เซนต์ก็ลำบากเต็มที     เท่าที่ทราบการเตรียมการแช่ว่านที่ถือว่าสมบูรณ์ที่สุดมีในสมัย “พ่อท่านยก” ท่านเป็นอดีตผู้ใหญ่บ้านแถบนั้น  ท่านบวชตอนอายุมาก เนื่องจากท่านเป็นลูกมือครูอาจารย์มาหลายสมัย ท่านจึงรวบรวมว่านได้สมบูรณ์แบบที่สุด

(อ.ชุม ไชยคีรี ประกอบพิธีอาบน้ำว่านสายเขาอ้อ)

ความลำบากประการสำคัญดังกล่าวคือการรวบรวมตัวยา  ซึ่งผู้รวบรวมต้องรู้จริง  เพราะยาบางอย่างอยู่ในป่าลึก บ้างอยู่ริมทะเล ยาบางอย่างมีอันตราย ต้องรู้จักการสะตุทำลายพิษ หรือต้องใช้ยาบางตัวมาแก้กัน

ที่ว่ายาอันตรายนอกจากเข้าตาอาจบอด เข้าหูอาจหนวกแล้ว เรื่องที่ไม่มีใครพูดกันคือ  การแช่ยาอาจมีผลต่อร่างกายหลายอย่าง  เช่น ปอดชื้น, กล้ามเนื้อเกร็ง, หูตาลาย, และมีผลให้สมอง คิดอะไรช้าลง ดังนั้น ครูอาจารย์แต่โบราณจะอาบว่านให้แก่คนที่มีอายุ ๔๐ ปีขึ้นไปแล้ว และต้องรู้วิธีป้องกัน   ส่วนอาการคัน ผิวหนังลอก ผิวเปลี่ยนสีถือเป็นอาการธรรมดา ของการแช่น้ำ(ยา)เป็นเวลานาน

ตำราในการแช่ยานั้นมีอยู่หลายตำรา(สูตร)    บางสูตรยังไม่สามารถตีความได้ ตำราบางส่วนหายไป  ในปัจจุบันจึงเป็นการแช่ยาในสูตรที่รองๆลงมาจากอดีต

ในสมัยท่าน อ.ชุม มีชีวิตอยู่ท่านได้รื้อฟื้นตำราอาบว่านโดยต้องติดตามศึกษาจากหลายอาจารย์ จนพอใจ  และท่านจัดสาธิตการอาบว่านขึ้น  เมื่อเดือนพฤษภาคม ปี๒๕๒๐ โดยท่านเลือก ตัวยาพิเศษที่เป็นสาระสำคัญจริงๆ และคัดว่านยาเสริม ที่ปลอดภัยที่สุด   ดังนั้นการแช่ยาครั้งนั้นจึงปลอดภัยและได้ผลดีมาก

(หลังการแช่ว่านของอ.ชุม มีการทดลองผล โดยของมีคมต่างๆ)

            ในยุคปัจจุบันนี้ ผู้ที่ประกอบพิธีแช่ยาได้ถูกต้องตามหลักวิชาผู้หนึ่งคือ อ. ประจวบ คงเหลือ  ผู้ที่ข้าฯกราบขอเป็นศิษย์ได้อย่างเต็มหัวใจ ความรู้ของท่านกว้างขวาง เป็นระบบมาก บางเรื่องท่านอธิบายได้ลึกซึ้งสามารถเชื่อมโยงความรู้โบราณเข้ากับความรู้สมัยใหม่ได้อย่างน่าทึ่ง พูดได้ว่า ท่านเป็น “ทายาทแห่งสำนักเขาอ้อตัวจริง” ก็ไม่ผิด

(อ.ประจวบคง เหลือ และผู้เขียน)

๒.การอาบว่านยา สาย เมืองนันทบุรี

 

(ตัวยาที่ใช้อาบว่าน )

ครูบาอาจารย์เก่าเมืองน่านหลายคนประกอบพิธีอาบยาให้แก่ลูกศิษย์ บางท่านเป็นถึงพระผู้ใหญ่ในจังหวัด  ซึ่งข้าฯเคยเห็นบันทึกตำราลายมือของท่าน  แต่ที่โด่งดังในวงการไสยศาสตร์ คือ การอาบว่าน ของพ่อทอง บ้านสไมย์ ผู้สืบวิชาอาบน้ำว่านจากชาวขมุ

ท่านผู้นี้เป็นผู้สำเร็จวิชาคงกระพันในระดับสูง สามารถทดลองได้ทุกที่ทุกเวลา ของมีคมไม่อาจระคายผิวได้แม้ง่ามมือง่ามเท้า หรือแม้กระทั่งลิ้น ก็ทดลองเชือดได้ วิชาสุดยอดท่านมี ๒ อย่างที่โด่งดัง คือการเข้าแร่เข้าขาง และการอาบว่าน

ตำรานี้มีตัวยาที่บังคับไว้เพียง ๑๔ ตัว จึงมีผลดีในทางปฎิบัติมากกว่าการอาบว่านเขาอ้อ  การอาบว่านเขาอ้อโดยเนื้อแท้ของวิธีการอาบ คือนอนแช่น้ำยาในรางยาอย่างเป็นกิจจะลักษณะ ใช้เวลานาน  แต่การอาบสายขมุนี้ เป็นการเอาน้ำยาเทรดลงบนร่างคน เริ่มจากการรดจากปลายเท้าขึ้นมาส่วนบน   จากนั้นจึงรดจากท่อนบนของร่างกายลงสู่ปลายเท้า ในลักษณะนอนหงายเท้าพาดชี้ฟ้า

(ผู้เขียน ประกอบพิธีอาบน้ำว่าน สายนันทบุรี)

การอาบตำรานี้จึงอาบได้บ่อยๆ ยิ่งมากยิ่งดี  ตามตำนานว่ากันว่า เมื่ออาบจนเข้าเนื้อดีแล้ว การอาบครั้งสุดท้ายต้องอาบในลานวัด จะมีการทุ่มหม้อดิน ที่ต้มยาเดือดพล่านลงบนหัวของศิษย์  จนหม้อแตกกระจายเป็นอันเสร็จสิ้นสมบูรณ์ (ข้าฯนึกถึงบรรยากาศที่ครูท่านหนึ่งทุ่มหินลงบนตัว ข้าฯ ในขณะเรียนวิชาชาตรีเก้าเฮ)

การอาบยาสายนี้ทำให้ข้าฯเห็นแยบคายที่น่าทึ่งของบูรพาจารย์  คือนอกจากยา ๑๔ ตัวแล้วยังใส่ยาอีกสองชนิดลงไปคือ ฮ่อมเก่ว และชะเอมช้าง เพื่อไม่ให้เกิดอาการบวมพองจากการอาบยาร้อนๆ  โบราณจารย์ท่านรัดกุมจริงๆ

๓.การอาบว่านสายหลวงปู่กลั่น+หลวงพ่อกรวย +อ.แปลก ร้อยบาง

 

(อ.แปลก ร้อยบาง)

ผู้อ่านคงพอทราบว่าท่านเหล่านี้เป็นใครบ้าง ตามบันทึกตำราของท่านทั้งสามพบว่าเนื้อแท้แล้วเป็นตำราเดียวกัน

ที่นำมาเติมเต็มและอธิบายซึ่งกันและกันได้   และถ้าจะวิเคราะห์ให้ลึกลงไป ตำรานี้น่าจะมาจาก อีสาน-ล้านช้าง!

ในสามสายนี้ มีตัวยาเพียงไม่กี่ตัว จึงง่ายกว่าสายเขาอ้อในทางปฎิบัติ  แต่ต้องใช้อำนาจจิต และแรงครูสูงมาก เนื่องด้วยตำราได้พรรณาสรรพคุณไว้น่าตกใจ ในขณะขึ้นครูจะกระทำการต้องเตรียมอาวุธ ที่จะใช้ทดลองความคงกระพัน เข้าร่วมพิธีด้วย

นอกจากนั้นต้องเตรียมมีดโกน, กรรไกร ที่ใช้ประจำมาเข้าพิธีด้วย!! เพราะอะไรหรือครับ??

เพราะหลังจากอาบว่านแล้ว ของที่ไม่ได้เข้าร่วมพิธี จะไม่สามารถตัดผม, ขน, หนวด ของเราให้ขาดได้ ว่ากันตามเรื่องคติชนนะครับ

๔.การอาบว่านสายอีสานล้านช้าง และหลวงปู่สีทัตต์

เอกลักษณะของการอาบยาสายอีสาน คือการหมักดองยาด้วยน้ำหมอก(น้ำค้าง) สายหลวงปู่สีทัตต์ นอกจากจะนำยาหมักน้ำค้างมาอาบแล้ว ก็มีการนำน้ำค้างนั้นสักเข้าตัวอีกด้วย

เคยสงสัยเหตุใดต้องดองน้ำค้างด้วย ข้าฯยังหาใครมาอธิบายไม่ได้  แต่ปัจจุบันมีคนเก็บน้ำค้างมาใส่ขวดขายเป็นน้ำดื่มแล้ว เขาว่าโมเลกุลของน้ำจัดเรียงตัวกันแบบพิเศษมีผลดีต่อร่างกายมาก ไม่ทราบว่าเป็นเหตุผลเดียวกับโบราณจารย์หรือไม่??

คนไม่เคยนอนตากน้ำค้างกลางไพร คงนึกภาพไม่ออกว่าจะเก็บน้ำค้างมากมายได้อย่างไรจึงจะพออาบยากัน

จริงแล้วภาคเหนือและอีสานในเขตภูเขาสูงน้ำค้างตกชุกนัก  การเก็บน้ำค้างทำโดยใช้ผ้าห่มปูทิ้งไว้ เพื่อซับน้ำค้าง หรือใช้แผ่นสังกะสีรองน้ำหมอกให้ไหลลงภาชนะได้เลย

ขอตั้งข้อสังเกตคือ ทางอีสานเชื่อถือเรื่อง “พิศนุยา” จึงมีเคล็ดพิเศษมากมายในการเก็บยา เช่น จะไม่ใช้มีดหรือเหล็กตัดต้นยา และห้ามเอาต้นยาตีกับจอบเสียม  เพราะจะแพ้กัน จะว่าไปแล้วบรรพชนอีสานมีความละเอียดอ่อนมาก จึงพิถีพิถันทุกขั้นตอนในการทำ จะเป็น “ลักษณะกินน้ำเห็นปลิง” นั้น ไม่ถูกใจคนอีสาน

๕.การอาบว่านแบบอาบได้ทุกวัน

เท่าที่พบมีหลายตำรามักเป็นตัวยาที่หาง่าย ใช้คล่อง  ครูอาจารย์ของข้าฯอีกท่าน คือ หลวงปู่ชม วัดสามัคคี จังหวัดหนองคาย ผู้สืบวิชาธรรมสายเทียนพันน้ำมันหมื่น  ท่านต้มยาอาบเป็นประจำทุกวัน ท่านเล่าให้ฟังว่าแม้แต่หลวงปู่พิบูลย์ วัดบ้านแดงท่านก็ต้มยาตำรับนี้อาบอยู่ทุกวัน

หลวงปู่ชมท่านว่า ตำรานี้นอกจากคงกระพันแล้วเป็นเมตตามหานิยม และผีกลัวอีกด้วย

ข้าฯลองต้มอาบดู ก็เห็นว่านอกจากสรรพคุณดีทางไสยศาสตร์แล้ว ยังมีสรรพคุณทางยาด้วย อาบแล้วสดชื่นมีกำลัง แก้แพ้แก้ผื่นคัน ทำให้มีกลิ่นกายหอมอีกด้วย

การอาบน้ำว่านยังมีอยู่หลายตำรา ขอเล่าสังเขปเพียงนี้

(หลวงปู่ชม,ผู้เขียน และคณะศิษย์ไทย-สิงคโปร์)

๕.การเล่นแร่แปรธาตุ

การใช้ว่านในทางไสยศาสตร์ มีเรื่องหนึ่งที่ต้องระมัดระวัง และเป็นฐานคิดของการเล่นว่าน คือต้องป้องกันมิให้  “วิทยาธร” มาขโมยคุณวิเศษของว่าน!!!

วิทยาธรนี้เดิมเป็นพวกนักสิทธิ ผู้คร่ำเคร่งกับการเล่นแร่แปรธาตุ เมื่อเขาสามารถทำ “ปรอทสำเร็จ” ได้จากว่านยาอาคมแล้ว เขาก็เหาะเหินไปชุบตัวในบ่อน้ำวิเศษที่ป่าหิมพานต์  ชุบตัวเองเป็นอมนุษย์ผู้เป็นอมตะชื่อว่า “วิทยาธร”

ด้วยเหตุนี้วิทยายาธร จึงติดนิสัย ลักขโมยว่านยาและโลหะวิเศษจากการเล่นแร่แปรธาตุมาตั้งแต่ตอนยังเป็นนักสิทธิ

ดังนั้นวิชาว่านยาจึงเกี่ยวพันกับการเล่นแร่แปรธาตุอย่างใกล้ชิดยิ่ง

และนักเล่นว่านนี่เองบั้นปลายชีวิตมักผันตัวเป็นนักเล่นแร่แปรธาตุ ดังเช่น อ.หล่อ ขันแก้ว นักนิยมว่านชื่อดังแห่งจังหวัดนครปฐม ได้สร้างปรอทวิเศษไว้ประดับวงการเช่นกัน

 

(ปรอทที่ข้าฯสร้างขึ้นจากสามตำรา)

ศาสตร์ในการเล่นแร่แปรธาตุในปัจจุบันมีผู้รู้น้อยมาก อาจเป็นเพราะผลผลิตหลักที่ได้จากการแปรธาตุ คือ “โลหะธาตุวิเศษ”  ไม่ใช่โลหะตัวใหม่ตามวิชาโลหะวิทยาในปัจจุบัน อันมีค่าเชิงพาณิชย์    ที่จะจูงใจผู้คนให้มาศึกษาเล่าเรียน

(เมฆพัตรและเมฆสิทธิที่ผู้เขียนสร้างขึ้น)

แม้ว่าจุดมุ่งหมายหนึ่งของการแปรธาตุคือการทำ “ทอง” ก็ตาม เพราะในยุคนี้ เราเชื่อตามแบบวิทยาศาสตร์สมัยใหม่อย่างแน่นแฟ้นว่า “ธาตุ” ไม่สามารถเตรียม(สร้าง)ขึ้นได้  แม้จะมีการทดลองยิงอิเล็คตรอนเข้าสู่นิวเคลียสของธาตุบางอย่างที่มีผลเป็นการเปลี่ยนเลขไอโซโทป ก็ตาม  ก็ยังไม่มีผลการทดลองที่ยืนยันเป็นกิจจลักษณะ ว่า “เราสามารถสร้างธาตุเองได้ในห้องทดลอง” นั่นแปลว่า การทำทองยังเป็นเรื่องไกลเกินฝันในเชิงวิทยาศาสตร์

แต่เรื่องธาตุวิเศษ เป็นเรื่องของคติชน   สำหรับกลุ่มคนที่เชื่อเรื่องของกายสิทธิ์ย่อมมีเป้าหมายในการแปรธาตุคือ “ธาตุ วิเศษ อันได้แก่ ปรอทสำเร็จ และอัคคิยะ !!!

(อัคคิยะริตา, อัคคิยะน้ำผึ้ง, อัคคิยะน้ำนม(โซ๊ด), และเงินหลื่นหมู่ ที่ผู้เขียนสร้างขึ้น)

เพื่อความรวบรัด ข้าฯขอกล่าวถึงเฉพาะเรื่องปรอทสำเร็จเท่านั้น

ปรอทสำเร็จ

(ปรอทแบบต่างๆที่สร้างโดยผู้เขียน)

“ปรอทสำเร็จ” คือ  การทำปรอทที่มีสถานะเป็นของเหลว ให้เป็นก้อนในสถานะของแข็ง โดยเชื่อว่าเป็นของกายสิทธิ์ ตามขั้นตอนที่สูงขึ้น

(ตำราแปรธาตุของข้าฯที่ว่า “กายสิทธิ์ ตามขั้นตอนที่สูงขึ้น”  ตัวอย่างในตำรานี้เช่น “สุม๑วันได้ปรอทชื่ออิดีสิง  สุมอีกสามวันได้ปรอทชื่อ ปุศคลึง สุมอีก๓วัน ชื่ออะนุโลมสิธิ สุม๕วันชื่ออุทกะสิทธิ สุมอีก๕ เป็นปรอทชีวภาคโจต….”นันทสิทธิ…สามสิทธิ์…สุพสิทธิ์…. )

ตามตำรากบิลว่าน และตำราว่านโบราณมีการกล่าวถึงว่านหลายตัวที่มีสรรพคุณวิเศษทางการเล่นแร่แปรธาตุ และทำให้ปรอทตาย(แข็งเป็นก้อน)

จากการสังเกต ว่านประเภทนี้มักมียางเหนียว  ส่วนปรอทเป็นของเหลวสามารถ ไหลกลิ้งไปมาจับไม่ติด จนเป็นที่มาของคำกล่าวว่า “ไวยังกะปรอท”  เมื่อยางว่านประเภทนี้ถูกกับปรอท ทำให้ปรอทซึ่งมีแรงตึงผิว(Surface tension )อยู่ในตัว ติดอยู่กับยางไม่เคลื่อนที่ไปไหน  คนโบราณจึงเอาลักษณะนี้มาบรรยายว่า “ฆ่าปรอทได้”

ข้าฯพบว่ากระบวนการในการทำปรอทสำเร็จมี เรื่องของว่านยาเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย คือ

๑.ขั้นทำให้ปรอทตาย(ทำให้ปรอทแข็งตัว) และ

๒.ขั้นตอนการปลุกฤทธิ์ของปรอท เช่น การแช่ยา และการโตน(เผาปรอทเพื่อชุบน้ำยา)

ครั้งหนึ่งข้าฯกำลังทำปรอทตามตำราหลวงปู่สีพันดอน ซึ่งต้องนำปรอทหมักว่านยาสามชนิด จากนั้นต้องทำให้ปรอทแข็งตัวขึ้นโดยการบริกรรมหนุนธาตุดิน และกวนปรอทอยู่ในกระทะเหล็กขนาดใหญ่ ที่ไฟลุกสม่ำเสมอ  จนกระทั่งปรอทมีอาการ “บัด” หรือเมาว่านยา ปรอทจะนอนนิ่งเป็นเม็ดทราย (กลายเป็นของแข็ง) มาถึงขึ้นนี้ต้องเอาปรอทมาหมักยาเพื่อหลอมให้เป็นก้อนใหญ่ขึ้น  ระหว่างหมักยานั้น ท่านอาจารย์บอกข้าฯว่า  อย่าประมาท  ให้ระวัง วิทยาธรจะมาลักปรอทได้!! จงอย่าพูดคุยกัน!!

ข้าจึงดำเนินการทำอาณาเขตกันวิทยาธรไว้แล้ว ตามที่เรียนมา ในขณะที่ช่างกำลังหลอมปรอท ด้วยความชะล่าใจ

จึงคุยเล่นกันไปด้วย  เมื่อปรอทเม็ดทราย ที่มีสถานะเป็นของแข็งแล้ว เริ่มละลายเป็นน้ำโลหะสีแดงเหมือนลาวา เริ่มไหลมารวมเป็นเนื้อเดียวกัน  อยู่ๆก็เกิดแสงสว่างขึ้นแว๊บหนึ่ง!! ปรากฏว่าปรอทนั้นหายไปต่อหน้าต่อตา??   ช่างทองผู้หลอมปรอทตกใจหน้าเสีย!พูดแก้ตัวว่าเกิดมายังไม่เคยเห็นแบบนี้ หากโลหะหลอมเหลวเป็นน้ำสีแดงมารวมกันแล้ว มันไม่มีทางจะหายไปไหนได้เลย!!

ครูดาบของข้าฯเป็นท่านหนึ่งที่อยู่ในเหตุการณ์นี้ด้วย ท่านมีชำนาญในการหลอมโลหะ ได้แต่สั่นหัว บอกว่าไม่เคยเจอเหตุการณ์เช่นนี้เลย วิทยาธรเขามาเอาไปอย่างนี้เอง !!!

เรื่องนี้คงเป็นรูปธรรมที่พอจะเห็นได้จากความเชื่อเรื่องวิทยาธร จึงขอยกเป็นอุทธาหรณ์ให้แก่นักเล่นว่านและนักเล่นแร่แปรธาตุเพราะนักเล่นว่าน  และนักแปรธาตุมีคู่ปรับคนเดียวกัน คือวิทยาธร  จอมลักขโมย นี่เอง ท่านจงอย่าประมาทละเลยเรื่องเหล่านี้

เรื่องเกี่ยวกับการแปรธาตุที่ชื่อ “อัคคิยะ” ยังไม่มีใครกล่าวถึงอย่างจริงจังนัก ข้าฯ ขอสงวนไว้ก่อน  มีโอกาสคงได้เล่าสู่ฟัง

สำรับเรื่องการใช้ว่านภาคปฎิบัติที่เล่ามา ไม่อยากให้ผู้อ่านสนใจในรายละเอียดนัก อยากให้สนใจ เรื่องความคิดพื้นฐาน(basic thinking)มากกว่า เพราะนั่นทำให้เรามองภาพรวมของว่านไทยโดยเฉพาะเอกลักษณ์พิเศษ ของการเล่นว่านของเรา ความเชื่อเรื่องความวิเศษของต้นไม้มีอยู่ทุกชาติในโลก  แต่ว่านไทยมีเอกลักษณ์ที่พิเศษยิ่ง

ขณะนี้สมควรแก่เวลาแล้ว ก็ขอยกหน้าที่ให้คุณ อรรถวัติ กบิลว่าน ทำหน้าที่ต่อไป

ขอขอบคุณนักอ่านทุกท่านที่สละเวลามาแลกเปลี่ยนวิชาการ เพื่อการอนุรักษ์ ความรู้โบราณให้สืบทอดต่อไปในภายภาคหน้า                                                                                      …..จนกว่าจะพบกันใหม่

       “อ.น. นักสิทธิอีสาน”

                                                  ๑ ก.ค.๕๕

 

 

 

 

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

You may use these HTML tags and attributes: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <strike> <strong>

Spam Protection by WP-SpamFree

วงศ์ของว่าน :