งานเขึยน

หน้างสือ ว่าน สมุนไพร ไม้มงคลไทย

บ้านว่านไทย

ติดต่อเรา

บ้าน ณรงค์ศักดิ์

บ้านเลขที่ 244/329 หมู่บ้านยิ่งโอฬาร
ซ.วิภาวดีรังสิต43
ถ.วิภาวดีรังสิต
แขวงสีกัน
เขตดอนเมือง
กทม.10210

Email: narongsakk@yahoo.com

โทรศัพท์: 064 146 9546     สะดวกรับสายเวลาราชการครับ

ดูข้อมูลน่าสนใจได้จาก แฟนเพจ บ้านว่านไทย ที่

http://www.facebook.com/BanVanThai

และ  สามารถเข้าร่วมกลุ่ม เพื่อถามตอบ ได้จาก เฟสบุ๊คนี้

http://www.facebook.com/groups/191877227543190/

 

413563

 

ที่อยู่ : หาได้จากกูเกิ้ลแมพ ค้นคำว่า ห้องสมุดบ้านว่านไทย

อธิบายที่อยู่ : ที่บ้านอยู่ดอนเมืองครับ ถ้าขาออก กทม.จะอยู่ซ้ายมือ อยู่เลยฐานทัพอากาศไปหน่อย (ฐานทัพอยู่ขวามือ) ออกทางขนานแถวๆปั๊มเชลล์ ขับตามทางขนานมาเลยโตโยต้า Sure นิดเดียว ชื่อหมู่บ้านยิ่งโอฬาร ซึ่งเป็นซอยวิภาวดีฯ43 (จะอยู่ติดกับซอย 41 ) เข้าหมู่บ้านมาบ้านจะอยู่ซอย2 สุดซอย(ระยะทางจากถนนวิภาฯถึงตัวบ้านแค่300 เมตร)    กรณีที่มาจากนอกเมือง ต้องมายูเทอร์น หน้าฐานทัพอากาศ

 

ถ้าจะมาต้องโทรนัดก่อนเนื่องทางเราไม่ได้เป็นร้านขายเพื่อการค้า บ้านผมอนุรักษ์ว่าน เรามีมากกว่า 500 ชนิด ที่แบ่งขายก็เพราะเป็นค่าดำเนินการเช่นค่าดินค่ากระถาง ค่าจ้างคนงานเวลาจ้างมาปลูกและโยกย้ายเท่านั้น ราคาของว่านก็ เป็นมาตรฐานเริ่มต้นที่ ไม่คิดเงิน-100-200-300 ที่แพงๆกว่านี้ มีไม่กี่ชนิด ที่แพงส่วนใหญ่เนื่องจากหายากขยายพันธุ์ยาก ทางเรากำหนดเวลารับแขกของวันหยุดไว้สำหรับบริการผู้สนใจอยากเห็นต้นจริง หรือมาพบปะปรึกษาเรื่องว่านและสมุนไพรฟรี เป็นวิทยาทาน ไม่จำเป็นต้องมาซื้อ (ปกติจะมีคนมาจำนวนมาก จึงต้อง กำหนดเวลาไว้) ต้องขออภัยหากไม่สดวก

แผนที่บ้าน ณรงค์ศักดิ์ 

 

เกี่ยวกับเรา

นายณรงค์ศักดิ์ ค้านอธรรม นักอนุรักษ์ ว่าน ไทย รางวัลโล่เกียรติคุณ 2550 งานพฤกษาสยามครั้งที่ 4 จากพระองค์โสมฯ เสนอโดยกรมส่งเสริมการเกษตรฯ มีประสพการณ์ปลูกว่าน มากว่า 30 ปี และเป็นผู้เขียนหนังสือ ว่าน สมุนไพร ไม้มงคลไทย เพื่อทูลเกล้าฯถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเนื่องในวโรกาสที่พระบาท สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงครองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี และ ในวโรกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 ปัจจุบันปลูก ว่าน และสมุนไพรมากกว่า 500 ชนิด บนพื้นที่กว่า 17 ไร่ (คลองสี่,สีคิ้ว,ดอนเมือง)

ณรงค์ศักดิ์ ค้านอธรรม เป็นบุตรของนายหาญและนางนงลักษณ์ เกิดที่จังหวัดสุโขทัย เมื่อปี พ.ศ. 2512 มีพี่สาว 2 คน คือ นางจันทร์ตนา บุญรัตพันธุ์ และนางประภาศิริ เกษรบัว ได้เข้าเรียนระดับอนุบาลถึงระดับประถมศึกษา 4 ที่โรงเรียนอนุบาลตาก จังหวัดตาก ระดับประถมศึกษา 5-6 ที่โรงเรียนเทศบาลวัดไทยชุมพล (ดำรงค์ประชาสรรค์) จังหวัดสุโขทัย ในระหว่างเรียนได้เริ่มศึกษาดนตรีและนาฏศิลป์ไทย และเริ่มมีความสนใจที่จะปลูก ว่าน และศึกษาว่านจากคุณยายและเพื่อนของคุณยาย ณรงค์ศักดิ์เข้าเรียนระดับมัธยมศึกษาปีที่ 1-6 ที่โรงเรียนสุโขทัยวิทยาคม จังหวัดสุโขทัย และได้รับเลือกเป็นประธานชมรมดนตรีไทยของโรงเรียนและเป็นนักเรียนตัวอย่างของโรงเรียน

ณรงค์ศักดิ์เข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยระหว่างศึกษานั้นระหว่างการศึกษาได้รับเลือกเป็นเหรัญญิกชมรมพื้นบ้านล้านนาติดกันกัน 3 สมัย หัวหน้าฝ่ายวิชาการ 1สมัย และ รักษาการหัวหน้าฝ่ายนาฏศิลป์ 2 ครั้ง นอกจากนี้ได้เข้าร่วมกิจกรรมกับชมรมดนตรีไทย ชมรมอาสาฯ และชมรมพุทธศิลป์ สโมสรนักศึกษา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่อีกด้วย ที่เชียงใหม่นี้ ได้มีโอกาสเรียนรู้สรรพวิทยาการ อาทิ เรียนด้านไสยศาสตร์ จากครูชุ่ม บ้านโป่งน้อย ได้เรียนรู้ดนตรีพื้นเมือง จากรุ่นพี่ ชมรมพื้นบ้านฯ อาทิ นายสนั่น ธรรมธิ นายสุชาติ กันชัย อีกทั้งได้เรียนนาฏศิลป์พื้นเมือง จาก ผศ.ดิเรกชัย มหัธนศิลป์ มช. และจากครูชาวบ้านหลายท่าน อาทิ ครูบัวเรียว รัตนมณีภรณ์ ต้นฉบับฟ้อนสาวไหม และจาก ช่างฟ้อนรุ่นสุดท้ายของคุ้มเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่องค์สุดท้ายเช่น ครูเฉลิมศรี ครูอัญชัญ ครูนวลฉวี เป็นต้น อีกทั้งเรียนการร้องไทยเดิม จาก เจ้าเครือแก้ว ณ เชียงใหม่(ศิลปินแห่งชาติ) นักร้องของวัง พระราชชายาเจ้าดารารัศมี ในรัชกาลที่5 และครูตนตรีอีกหลายท่านอาทิ ครูโสภณ ซื่อต่อชาติ ครูประเวช กุมุท(ศิลปินแห่งชาติ) เป็นต้น อีกทั้งได้ออกเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรม ในนามของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ทั้งในและต่างประเทศ ในโอกาสต่างๆ รวมทั้งเป็นหนึ่งในคณะประดิษฐ์ ฟ้อนหริภุญไชย ให้เป็นมาตรฐานสำหรับจังหวัดลำพูนสืบมา

หลังจากสำเร็จการศึกษาในระดับปริญญาตรี เขาได้เข้าทำงานในตำแหน่งผู้ช่วยนักวิจัย ณ ศูนย์วิจัยพลังงาน คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และได้เข้าศึกษาต่อในระดับปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยระหว่างที่ศึกษายังคงเข้าร่วมกิจกรรมกับชมรมต่างๆ ของทางมหาวิทยาลัยอย่างสม่ำเสมอและมีโอกาสเขียนบทความทางวิชาการต่าง ๆ เช่น ประวัติเครื่องดนตรีไทยประกอบงาเก่าแก่ของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่ได้รับบริจาคมาจาก พลตรีเจ้าราชบุตร วงษ์ตะวัน เมื่อเขาสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโท ได้เข้าทำงานที่ห้างหุ้นส่วนจำกัดเชียงใหม่เทคนิคเซนเตอร์ ในตำแหน่ง ผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายสารสนเทศ และได้ทำงานในอีกหลายบริษัทในเวลาต่อมา เช่น เป็นผู้ช่วยผู้จัดการแผนกบริการ บ.ชีวาเลียร์ โอ เอ (ไทยแลนด์) จำกัด ผู้จัดการฝ่ายขาย บ. ชีวาเลียร์ ไอเทคไทย จำกัด ผู้จัดการทั่วไป บ.ซันโย ไทยแลนด์ จำกัด นอกจากนี้ ยังได้รับเชิญเป็นอาจารย์พิเศษสอนอีกหลายแห่ง เช่น ภาควิชาชีววิทยา มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา และมหาวิทยาลัยศรีปทุม

ณรงค์ศักดิ์สมรส กับนางสาวนฤมล เดชพงษพิลาศ มีบุตรชาย 1คน ชื่อเด็กชาย ยศวัฒน์ ค้านอธรรม และบุตรสาวหนึ่งคนชื่อเด็กหญิง รุ่งอรุณ ค้านอธรรม

ในปี 2550 ได้รับโล่ประกาศเกียรติคุณ ด้านอนุรักษ์ว่านไทย จากพระองค์โสมฯ ในงานพฤกษาสยามครั้งที่ 4

ที่มา: http://th.wikipedia.org

ว่านและต้นไม้ที่มีแบ่งจำหน่าย

เรามีว่านมากกว่า500 สายพันธุ์ มีรายชื่อดังต่อไปนี้
ว่านกงจักรพระอินทร์ ว่านขันหมากลาย(ขันหมากชาวเหนือ)
ว่านกบ ว่านข่าจืด
ว่านกระจายทอง ว่านข่าแดง
ว่านกระแจะจันทน์ ว่านข่าลาย
ว่านกระแจะจันทน์หงษา ว่านขิงแดง
ว่านกระชายดำ ว่านขุนช้าง
ว่านกระชายแดง ว่านขุนแผนสะกดทัพ
ว่านกระแตไต่ไม้ ว่านเขาควายใหญ่
ว่านกระทือ ว่านเขียด
ว่านกระทู้เจ็ดแบก ว่านคันทะมาลา(ม่วง)
ว่านกระบี่ทอง ว่านคางคก(มะอะอุ)
ว่านกระบือชนเสือ ว่านค้างคาว
ว่านกล่อมนางนอน ว่านคืบ
ว่านกลอยจืด ว่านงาช้าง
ว่านกลิ้งกลางดง ว่านงูเห่า
ว่านกวักเงินกวักทอง ว่านจังงัง
ว่านกวักทองคำ /ว่านกวักแม่ทองคำ ว่านจ่าว่าน
ว่านกวักนางพญามหาเศรษฐี ว่านจ่าว่าน หรือ พญาว่าน
ว่านกวักนางพญาใหญ่ ว่านจูงนาง
ว่านกวักพระพรหม ว่านใจดำ
ว่านกวักพุทธเจ้าหลวง ว่านฉัตรทอง(สิบแสนฉัตรทอง)
ว่านกวักโพธิเงิน ว่านฉิมพลี
ว่านกวักโพธิทอง ว่านช้อยนางรำ
ว่านกวักแม่จันทร์ ว่านช้างผสมโขลง
ว่านกวักแม่ทองใบ ว่านไชยมงคล
ว่านกวักศรีมหาโพธิ์(นางกวักใบโพธิ์) ว่านญาณรังษี
ว่านกวักหงษาไทย ว่านเฒ่าหนังแห้ง
ว่านกาบหอยแครง ว่านเณรแก้ว
ว่านก้ามปู(ดองดึงษ์) ว่านดอกทอง 12 ชนิด ( บางท่านเรียก รากราคะ หรือ ว่านรากราคะ )
ว่านกาหลง ว่านดอกทองกระเจา
ว่านกำบัง ว่านดักแด้
ว่านกิมเจ็ง ว่านดาบนารายณ์
ว่านกีบแรด ว่านดาบหลวง
ว่านกุมารทอง ว่านดินสอฤษี
ว่านเกราะห์เพชรไพทูรย์ ว่านโด่ไม่รู้ล้ม
ว่านแก้วหน้าม้า ว่านตอด
ว่านไก่ขัน (ใบกลม) ว่านตะขาบ
ว่านไก่ขัน (ใบเรียว) ว่านตะขาบหิน
ว่านไก่ดำ ว่านตะไคร้(ว่านดีด)
ว่านไก่แดง ว่านตะเภาใหญ่
ว่านไก่แดง(ไม้เลื้อย) ว่านตีนจิ้งจก
ว่านไก่ฟ้าพญาลอ ว่านเต่านำโชค
ว่านขมิ้นขาวปัดตลอด ว่านถอนโมกขศักดิ์
ว่านขมิ้นขาวเสน่ห์ ว่านถุงเงินถุงทอง
ว่านขมิ้นชัน ว่านเถาวัลย์หลง
ว่านขมิ้นดำ ว่านทรหด (ชักมดลูก)
ว่านขมิ้นทอง ว่านทองคำ
ว่านขมิ้นอ้อย ว่านท้าวชมพูหนังแห้ง
ว่านขอทองแก้ ว่านทิพย์เนตร
ว่านขันหมาก ว่านทุ่งเศรษฐี
ว่านเทพประชุมพร ว่านพญาช้างเผือก
ว่านเทพรักษา ว่านพญานกคุ้ม
ว่านเทพรัญจวน ว่านพญานกยูง(กูดซัง)
ว่านเทพรำพึง ว่านพญานกยูง(เปราะ)
ว่านเทพรำเพย ว่านพญานกยูง(หมอยแม่ม่าย)
ว่านเทพรำลึก ว่านพญานกยูง(หมอยยายชี)
ว่านธรณีเย็น ว่านพญาปัจเวก
ว่านธรณีสาร ว่านพญามือเหล็ก
ว่านนกคุ้ม ว่านพญาไร้ใบ
ว่านนกคุ้มดง ว่านพญาลิ้นงู
ว่านนกยูง ว่านพญาว่าน
ว่านนพมาศ ว่านพญาหงษ์เงิน
ว่านนเรศวร ว่านพญาหอกหล่อ(เท้ายายม่อม)
ว่านนะหน้าทอง ว่านพญาหอกหัก
ว่านนาคราช (บอน) ว่านพญาหัวเดียว
ว่านนาคราช (เฟิร์น) ว่านพยับเมฆ
ว่านนาคราชงูเขียว (ตะบองเพชร) ว่านพระคงคา
ว่านนางคำ ว่านพระเจ้าห้าพระองค์
ว่านนางคุ้ม ว่านพระฉิม
ว่านนางตัด ว่านพระฉิม(เถา)
ว่านนางพญาหงษ์ทอง ว่านพระตะบะ / ว่านพะตะบะ
ว่านนางพญาหงสาวดี ว่านพระยาเต่า
ว่านนางล้อม ว่านพระยาริดตีนปู
ว่านนารายณ์แบ่งภาค ว่านพลับพลึงด่าง
ว่านน้ำ ว่านพังพอน
ว่านน้ำทอง ว่านพัดโบก
ว่านน้ำเล็ก(เสน่ห์จันทร์หอม) ว่านพัดแม่ชี
ว่านนิลพัตร ว่านพุทธกวัก
ว่านนิลพัตร(คว่ำตายหงายเป็น) ว่านเพชรกลับ
ว่านบอระเพ็ดพุงช้าง (สบู่เลือดเถาตัวเมีย) ว่านเพชรกลับดำ
ว่านบัวบก ว่านเพชรกลับแดง
ว่านบัวสันโดษ ว่านเพชรแดง
ว่านบานเย็นขาว ว่านเพชรน้อย
ว่านปรอท ว่านเพชรน้อยแดง
ว่านปราบสมุทร(เพชรคง) ว่านเพชรนารายน์
ว่านปลาไหลเผือก ว่านเพชรไพรวัลย์
ว่านปลาไหลม่วง ว่านเพชรม้า
ว่านปลาไหลเล็ก ว่านเพชรสังฆาต
ว่านปลาไหลสอด ว่านเพชรหน้าทั่ง
ว่านปลาไหลเหลือง ว่านเพชรหลีก
ว่านปลาไหลใหญ่ ว่านเพชรหึง(กล้วยไม้)
ว่านปู่ย่า(โบตั๋น) ว่านเพชรหึง(เฟิร์น)
ว่านเปราะ(เปราะหอม) ว่านเพชรใหญ่
ว่านเปราะป่า(ธรณีเย็น) ว่านไพลขาว
ว่านเปล้าเลือด ว่านไพลชมพู(ว่านไฟ)
ว่านพญากาเผือก ว่านไพลดำ1
ว่านพญากาสักเขียว ว่านไพลดำ2
ว่านพญากาสักแดง ว่านไพลปลุกเสก
ว่านพญากาหลง ว่านไพลเหลือง
ว่านพญาจงอาง1 ว่านมรกต
ว่านพญาจงอาง2 ว่านมหากวัก
ว่านมหากาฬ ว่านสบู่เลือดบอน
ว่านมหากำลัง ว่านสบู่ส้ม
ว่านมหาจักรพรรดิ์(อรหันต์แปดทิศ) ว่านสบู่หยวก
ว่านมหาโชค ว่านสบู่เหล็ก
ว่านมหานิยม ว่านสลักไก
ว่านมหาบัว ว่านสากเหล็ก(ตาลเดี่ยว)
ว่านมหาปราบ ว่านสาลิกาลิ้นทอง
ว่านมหาเมฆ ว่านสาวน้อยปะแป้ง
ว่านมหาลาภ ว่านสาวหลงหรือฤาษีสร้าง ฤาษีผสม
ว่านมหาสิทธิโชค ว่านสิงหโมรา
ว่านมหาเสน่ห์ ว่านสิทธิโชค
ว่านมหาหงษ์ ว่านสิบแสน
ว่านมหาอุดม ว่านสี่ทิศ
ว่านมเหศวร ว่านเสน์ห์ขุนแผน
ว่านม้า ว่านเสน่ห์จันทน์ขาว
ว่านม้าขาว ว่านเสน่ห์จันทน์เขียว
ว่านม้าแดง ว่านเสน่ห์จันทน์ดำ
ว่านม้าสีหมอก ว่านเสน่ห์จันทน์แดง
ว่านม้าห้อ ว่านเสน่ห์จันทน์มหาโพธิ์ 2 หรือ เสน่ห์จันทน์ศรีมหาโพธิ์
ว่านม้าเหลือง ว่านเสน่ห์จันทน์มหาโพธิ์1
ว่านเมฆประสิทธิ์ ว่านเสน่ห์จันทร์ทอง
ว่านไม้ดีด ว่านเสน่ห์จันทร์หอม
ว่านไม้ลัด ว่านเสน่หา
ว่านร่อนทอง ว่านเสลดพังพอนตัวผู้
ว่านรากสามสิบ ว่านเสลดพังพอนตัวเมีย
ว่านรางเงิน ว่านเสือสามทุ่ง
ว่านรางจืดเถาว์ / ว่านรางจืดเถา ว่านแสงอาทิตย์
ว่านรางจืดหัว ว่านแสนนางล้อม
ว่านรางทอง ว่านแสนพันล้อม
ว่านรางทองใบด่าง ว่านหนอนตายอยาก / ว่านหนอนตายหยาก
ว่านรางนาก ว่านหนุมาน
ว่านแร้งคอดำ ว่านหนุมานนั่งแท่น
ว่านลิงค์ดำ / ว่านลิงดำ ว่านหนุมานประสานกาย
ว่านลิ้นมังกร (หางนาค) ว่านหนุมานยกทัพ
ว่านลูกไก่ทอง ว่านหมูกลิ้ง(เพชรฉลูกัณฑ์)
ว่านเลือดแห้ง ว่านหอมดำ
ว่านเศรษฐีกวนอิม ว่านหอมแดง
ว่านเศรษฐีกอบทรัพย์ ว่านหัวครู
ว่านเศรษฐีจีน ว่านหัวน่วม
ว่านเศรษฐีญวน(ไซ่ง่อน) ว่านหัวร้อยรู
ว่านเศรษฐีนางกวัก ว่านหัวใหญ่(สามพันตึง)
ว่านเศรษฐีนางกวัก(แดง) ว่านหางจรเข้
ว่านเศรษฐีน้ำเต้าทอง ว่านหางช้าง
ว่านเศรษฐีพายทอง ว่านหางเสือ(ว่านลาย)
ว่านเศรษฐีเรือนกลาง ว่านห้าร้อยนาง
ว่านเศรษฐีเรือนแก้ว ว่านห้าร้อยนาง(นางพญาห้าร้อย)
ว่านเศรษฐีเรือนนอก ว่านหูเสือ
ว่านเศรษฐีเรือนใน ว่านเหล็กไหล
ว่านเศรษฐีเรือนใหญ่ ว่านอัคคีทวาร(แบบหัว)
ว่านเศรษฐีอินเดีย ว่านอึ่ง ว่านแม่ทัพ ว่านล้อมเต่า ว่านมหาระงับ ว่านไพลใจดำ ว่านท้าวชมพู ว่านคันทมาลาขาว ว่านแม่ทัพ ว่านพรหมจรรย์ ต้นชนวน ต้นชิงชัง ต้นแก้งขี้พระร่วง(เช็ดก้นพระเจ้า) ต้นช้องแมว ต้นสวาท(ต้นสวาด) รักซ้อน กลึงกล่อม สันโสก กวาวเครือดำ เป็นต้น

ว่านสบู่เลือดเถา / ว่านสบู่เลือดเถาตัวผู้ ว่านเอ็นเหลือง และว่านที่ไม่ทราบชื่อกลางที่แน่ชัดอีก กว่า150 ชนิด

หากไม่ซื้อก็ ยินดีให้คำปรึกษาฟรี ไม่มีเงื่อนไข เราปลูกเพื่อศึกษาและอนุรักษ์ไม่เน้นธุรกิจ หรือใครมีว่านที่เราไม่มีก็ ยินดีรับซื้อ หรือจะให้ฟรีก็ ไม่ว่ากัน

ความเป็นมา

ความเป็นมาของว่านไทย

ว่านนั้น มีการศึกษาและปลูกเลี้ยงกันมานานเท่าไรไม่มีใครทราบ ความเชื่อในลักษณะนี้มีมาแต่ครั้งยุคโรมันโบราณ ชาวโรมันเป็นชาติแรกที่เก็บ หน่อไม้ฝรั่ง(Asparagus)จากป่ามากินหน่อครั้งก่อนคริสตกาลประมาณ200ปี หลังจากนั้นอีก300ปีชาวโรมันรู้จักนำพืชต้นนี้มาปรุงเป็นยารักษาโรค เหง้านำมาตำแก้ผึ้งหรือแมลงกัดต่อย ต้นเคี้ยวกับเกลือแก้ปวดฟัน รวมทั้งปรุงเป็นยาแก้บวมน้ำ(Dropsy) จักรพรรดิองค์แรกของกรุงโรม (Augustus) มีความเชื่อว่าหน่อไม้ฝรั่งที่ผลิหน่อออกมาแล้วตายซากแห้งคาต้นนั้น เมื่อนำมาชงเป็นชาแล้วเสกด้วยคาถาเก่าแก่ของโรม จะทำให้อยู่ยงคงกระพัน

สำหรับของไทยมีเค้าเงื่อนของการเลี้ยงว่านจากสายวัฒนธรรมมอญและเขมรแต่โบราณ  ตำราพิชัยสงครามทุกเล่มระบุว่าว่าน คือสุดยอดคงกระพัน โดยธรรมชาติ นักรบโบราณนิยมการอาบว่าน เคี้ยวว่าน โบราณจารย์ในอดีตล้วน ปลูกว่าน เลี้ยงว่าน เพื่อนำมาใช้ประโยชน์  ปรากฏหลักฐานตามตำนานการสร้างพระรอดลำพูน ในสมัยหริภุญชัย (ประมาณ พ.ศ. 1200) ว่าการสร้างพระรอด กล่าวถึงสุกกทันต์ฤษี และวาสุเทพฤษี ประชุมฤษี ๑๐๘ รูป  มาชุมนุมสร้าง โดยเอาดินบริสุทธิ์จากใจกลางทวีปทั้ง ๕  ตัวยา ๑,๐๐๐ ชนิด  เกสรดอกไม้ ๑,๐๐๐ ชนิด  และว่าน ๑,๐๐๐ ชนิด  มาผสมกันจนละเอียดกดลงในพิมพ์นำไปเผา  เสร็จแล้ว สุกกทันตฤษี  วาสุเทพฤษี  ได้ทำพิธีปลุกเสกด้วยเวทมนต์อันศักดิ์สิทธิ์และเนื่องจากการสร้างพระรอดจากวัสดุต่างๆ นำมาผสมกัน ดังกล่าวแล้วจึงปรากฏว่าองค์พระ ที่สร้างมีสีหลายสีเนื่องจากส่วนผสมและการเผา จึงได้พบสีต่างๆ ได้แก่  สีเขียว  สีเขียวอ่อน  สีขาวปนเหลือง  สีดำ  สีแดงสีดอกพิกุล  เป็นต้น   พระเครื่องเนื้อดิน เนื้อผงล้วนมีส่วนผสมสำคัญคือว่าน การเปิดกรุวัดตาเถรขึงหนัง ที่สุโขทัย กลิ่นหอบตลบของว่านเสน่ห์จันทร์ที่สร้างแต่ยุคกรุงสุโขทัย(ประมาณ พ.ศ. 1800)ที่ยังคงกำซาบซ่านมาจนทุกวันนี้ ภาคเหนือที่ดอยคำจังหวัดเชียงใหม่เจดีย์ถล่มทลายพบพระพิมพ์สามหอมที่ผสมด้วยว่านหอมของภาคเหนือเป็นสำคัญ  คนไทยที่เป็นนักสู้อยู่บนหลังม้า หรือถือดาบอยู่บนดินต่างชำระร่างกายด้วยว่าน เคี้ยวว่าน หรือสวมใส่ผ้าประเจียดและรัดแขนด้วยว่านเช่นกัน

ในช่วงอยุธยา(ประมาณ พ.ศ. 1893)  ก็ปรากฏว่ามีการเล่นว่านใช้ว่านกันอยู่ไม่น้อย เช่นชาวบ้านบางระจัน ไปจนถึงในพระบรมหาราชวังเช่นในสมัยของขุนวรวงษาธิราช และสมัยพระนารายณ์ แม้แต่ในตำราโอสถพระนารายณ์ก็ มีระบุถึงสรรพคุณว่านบางชนิดอยู่

ล่วงมาถึงยุครัตนโกสินทร์( พ.ศ. 2325 เป็นต้นมา) ว่านยังคงอยู่กับสังคมไทยอย่างเงียบๆ แต่แนบแน่นในลักษณะที่รู้กันในครอบครัวหรือ ถ่ายทอดจากครูสู่ลูกศิษย์ รุ่นต่อรุ่นและมักปกปิดเอาไว้  หนังสือตำราแบบสมัยใหม่ที่กล่าวถึงว่านอย่างชัดเจนเท่าที่สืบเค้าเงื่อนได้ ได้แก่

พ.ศ. 2452 หนังสือชื่อ แพทย์ศาสตร์สงเคราะห์ เขียนโดย พระยาพิศประสาทเวช

พ.ศ. 2464 หนังสือชื่อ แพทย์ตำบลเล่ม1 เขียนโดย พระยาแพทย์พงศา วิสุทธาธิบดี(สุ่น สุนทรเวช)

หลังจากปี พ.ศ. 2464 เป็นต้นมา การศึกษาและสนใจเรื่องว่านก็ เริ่มชัดเจนขึ้นเป็นลำดับ ส่วนหนึ่งอาจจะมาจากสาเหตุที่ในช่วงปี พ.ศ. 2468 -พ.ศ. 2476 ประเทศไทยอยู่ในยุคที่ประสพปัญหาเศรษฐกิจ รายได้ตกต่ำข้าวยากหมากแพง โจรผู้ร้ายชุกชุม สิ่งยึดเหนี่ยวทางจิตใจส่วนหนึ่งคงหนีไม่พ้น ว่าน จนกระทั่งมีผู้เห็นความสำคัญที่จะเขียนหนังสือเกี่ยวกับว่านโดยตรงขึ้นเพื่อให้ชัดเจน ลดการสับสน

พ.ศ. 2473 หนังสือชื่อ ลักษณะว่าน จึงเกิดขึ้น เขียนโดย นายชิต วัฒนะ

พ.ศ. 2475 -2676  หนังสือชื่อ ตำรากระบิลว่าน  เขียนโดย  หลวงประพัฒน์สรรพากร ซึ่งหนังสือเล่มนี้เองเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางแม้กระทั่งราชบัณฑิตยสถานยังยอมรับและใช้เป็นหนังสืออ้างอิงในพจนานุกรมฉบับพ.ศ. 2493

พ.ศ. 2480 หนังสือชื่อ ตำราว่านยา108 อย่าง  เขียนโดย  ค.ส.

พ.ศ. 2480 (ปีเดียวกัน)หนังสือชื่อ คู่มือนักเลงว่าน  เขียนโดย  ล.มหาจันทร์

พ.ศ. 2484 หนังสือชื่อ ตำราสรรพคุณยาไทย ว่าด้วยลักษณะกบิลว่าน เขียนโดย  นายไพฑูรย์ ศรีเพ็ญ

พ.ศ. 2503 หนังสือชื่อ ตำราดูว่านและพระเครื่องบรมธาตุ  เขียนโดย  นายชัยมงคล อุดมทรัพย์

พ.ศ. 2504 หนังสือชื่อ ตำรากบิลว่าน  เขียนโดย  นายพยอม วิไลรัตน์

พ.ศ. 2505 หนังสือชื่อ ตำราวิธีปลูกว่านและดูลักษณะว่านเขียนโดย  นายสิริ จิตโต

พ.ศ. 2506 หนังสือชื่อ ตำราดูว่านอันศักดิ์สิทธิ์  เขียนโดย  อาจารย์ชั้น หาวิธี

พ.ศ. 2506 (ปีเดียวกัน)หนังสือชื่อ ตำราลักษณะว่านและวิธีปลูกว่าน  เขียนโดย  นายเลื่อน กัณหะกาญจนะ พิมพ์ออกจำหน่ายในนามของสมาคมพฤกษชาติแห่งประเทศไทย ซึ่งเล่มนี้เองได้รวบรวมว่านไว้มากถึง302 ชนิด และมีชื่อทางพฤกษศาสตร์กำกับไว้มากถึง 143 ว่านด้วยกัน ซึ่งพอที่จะทำให้การศึกษาเรื่องว่านดู เป็นหลักตามสากลมากขึ้น หลังจากนั้นมาก็ มีหนังสือต่างๆ ออกมาเป็นจำนวนมากโดยเฉพาะ ในช่วงปี พ.ศ. 2522 -พ.ศ. 2525 ซึ่งหนังสือเหล่านี้ยังคงพอหาอ่านได้บ้างในเวลานี้

 

อีกมิติหนึ่ง ของการศึกษาทาง พฤกษศาสตร์ ในเมืองไทย ปรากฏว่ามี ชาวสวีเดนชื่อ Engelbert Kaempfer พรรณาพืชในตระกูลเปราะของไทย ไว้ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2334 ภายหลังจากนั้น Carolus Linnaeus (ยุคหลังกว่า) ได้ให้นามทางพฤกษศาสตร์ของพืชพวกเปราะว่า Kaempferia เพื่อเป็นการยกย่องท่านผู้นี้  ถัดมาในปีพ.ศ. 2421 มีนักพฤกษศาสตร์ชาวเดนมาร์ก ชื่อ Johann Gerhard Koennig ได้เดินทางมาไทยเพื่อศึกษาและพิมหนังสือชื่อ Chlosis Siamensis อันเป็นหนังสือต่างประเทศเล่มแรกที่เขียนเกี่ยวกับพืชในไทยโดยตรง ซึ่งก็โด่งดังไปในแวดวง นักพฤกษศาสตร์ทั่วโลก อย่างไรก็ ดี หนังสือเล่มนี้ ก็ ยังอ้างอิงหนังสือของ พระยาวันพฤกษ์พิจารณ์ ซึ่งเขียนหนังสือชื่อ List of common trees, Shrubs, etc., in Siam ซึ่งเขียนไว้ก่อนหน้านั้นแล้ว จวบจนช่วง ปีพ.ศ. 2473 -พ.ศ. 2498 การศึกษาทาง พฤกษศาสตร์ ในเมืองไทยอยู่ในยุคของ พระยาวินิจวนันดร  ท่านผู้นี้เขียนหนังสือเกี่ยวกับพันธุ์ไม้ในเมืองไทยไว้หลายเล่ม อีกทั้งเป็นผู้วางรากฐานในการก่อตั้งหอพรรณไม้เพื่อเก็บตัวอย่างพืชขึ้นเพื่อการสอบสวนและศึกษาตามหลักสากล จากนั้นต่อมาก็ มีหนังสือต่างๆ ตามออกมาเป็นลำดับ อาทิ Flora of Thailand และ พันธุ์ไม้ป่าของเมืองไทย เป็นต้น จนถึงปี พ.ศ. 2523 ดร. เต็ม สมิตินันท์ ดำรงตำแหน่งรองอธิบดีกรมป่าไม้ เมื่อใกล้เกษียน ท่านได้ทำการสังคายนาชื่อพืชและจัดทำเป็นหนังสือ  ชื่อพรรณไม้แห่งประเทศไทย ซึ่งหนังสือเล่มนี้ ก็ ได้ใช้อ้างอิงกันจนถึงทุกวันนี้

 

ย้อนกลับมาถึงเรื่องตำนานเกี่ยวกับว่าน บางตำรากล่าวถึงพระตำหรับว่าน ว่า “สิทธิการิยะ ยังมีพระฤาษี ภ องค์ในผืนแผ่นดินนี้ มีฤทธาอานุภาพยิ่งกว่าบรรดาโยคีและฤาษีทั้งปวง ทั้ง ภ องค์นี้มีนามว่า กะวัตฤาษีองค์หนึ่ง กะวัตพันฤาษีองค์หนึ่ง สัพรัตถนาถฤาษีองค์หนึ่ง จังตังกะปิละฤาษีอีกองค์หนึ่ง พระฤาษี 2 องค์ใน 4 องค์นี้ ได้ให้ธาตุทั้ง 4 ตั้งอยู่เป็นอธิบดีแก่บรรดาสรรพสิ่งทั้งปวง ส่วนท่านฤาษีองค์ที่ 4 คือท่านจังตังกะปิละนั้น ได้ตั้งบรรดาบิลว่านต่างๆ ขึ้นไว้ สำหรับท้าวพระยาทั้งปวงอันรู้จักคุณพระรัตนตรัย คือพระพุทธรัตนะ พระธรรมรัตนะ พระสังฆรัตนะ ทั้งยังรู้จักอดกลั้นต่อบรรดาอกุศลกรรมทั้งหลายอีกด้วย เพื่อสำหรับท้าวพระยาและสมณชีพราหมณ์ทั้งปวง จะได้รู้จักสรรพคุณและสารประโยชน์จากว่านต่างๆ เหล่านั้น ไปช่วยบำบัดโรคภัยไข้เจ็บ และช่วยปกป้องผองภยันตรายทุกข์ภัยนานาประการแก่ผู้เฒ่าผู้แก่ แลคนทั้งปวงทั่วกัน”

ความเชื่อเกี่ยวกับฤทธิ์ของ ว่านต่างๆ มีอภินิหารความศักดิ์สิทธิ์ไม่น้อยไปกว่าเวทย์มนต์พระคาถา โดยสามารถป้องกันภยันตรายต่างๆ ได้ เช่นอยู่ยงคงกระพันชาตรี (คือใช้ของมีคมเช่นมีดฟันถูกร่างกายแล้วไม่เข้าเป็นบาดแผลตามปรกติทั่วๆ ไป อย่างมากเป็นเพียงรอยขีดบนผิวหนังเล็กๆ  มีเลือดออกซิบๆ หรือบวมนูนเพราะรอยถูกฟันอย่างแรงให้แลเห็นเท่านั้น หรือใช้ปืนยิงไม่ดัง ไม่มีลูกปืนออกมาถูกตัว หรือถ้ามีเสียงหรือมีลูกปืนออกมาก็แคล้วคลาดไม่กระทบถูกร่างกายส่วนหนึ่งส่วนใด หรือถ้าหากกระทบถูกต้องร่างกายก็ไม่มีบาดแผลปรากฏแก่ ร่างกายนอกจากแก่เสื้อผ้าที่สวมใส่เป็นรอยถูกกระสุนไหม้เกรียมหรือเป็นรูขาดเท่านั้น) เมื่อกินว่านเข้าไปแล้วให้มีกำลังวังชาเกิดขึ้นมากมาย มีใจฮึกเหิมไม่หวาดกลัวต่อบรรดาศาสตราวุฒทั้งปวงสามารถต่อสู้เอาชนะคนหมู่มากที่รุมล้อมได้ ว่านบางชนิดทำให้คนปรกติดีๆ ที่ไปถูกเข้าถึงกับเป็นง่อยเปลี้ยเสียขาไปก็มี บางชนิดมีพิษทำให้ถึงกับตายได้ก็มี ว่านบางชนิดทำให้เกิดเป็นเสน่ห์เมตตามหานิยมแก่ผู้มีว่านชนิดนั้นติดตัว ว่านบางชนิดทำให้เกิดเป็นเสนียดจัญไรได้ เช่นว่านดอกทอง บางชนิดใช้เป็นยารักษาโรคต่างๆ เช่น ว่านน้ำและว่านหางจระเข้ ว่านบางชนิดสามารถแสดงอิทธิฤทธิ์ลองพุ่งเป็นดวงในเวลากลางคืน นำเอาดวงหน้าคนปลูกไปแสดงด้วย เที่ยวเพ่นพ่านดังภูตผีปิศาจ เช่นว่านกระสือเป็นต้น ทั้งๆ ที่ว่านมีอิทธิฤทธิ์ดังกล่าวมาแล้วต่างๆ ก็ยังคงมีผู้สนใจศึกษาในเรื่องของว่านน้อยมาก ทั้งนี้เป็นเพราะขาดการเชื่อถือ และไม่มีผู้รู้ที่สามารถชี้ชัดลงไปว่าว่านชนิดใดมีรูปร่างลักษณะอย่างใดแน่ ขาดทั้งตัวอย่างสำหรับนักศึกษาพอจะศึกษาตามหลักเกณฑ์ทางแผนปัจจุบัน ยิ่งในทางสรรพคุณแสดงอิทธิฤทธิ์ของว่านด้วยแล้ว ยิ่งหาผู้ทรงวิทยาคุณชี้ชัดว่าว่านอย่างนี้มีสรรพคุณทางยาอย่างใด มีอิทธิฤทธิ์อย่างใดให้แน่นอนยากมาก เพราะขาดผู้ชำนาญที่เคยใช้เคยทดลองหรือเคยพบเคยเห็น ส่วนมากมักพูดว่าเคยพบจากตำราหรือท่านว่าแต่อย่างเดียวทั้งๆ ที่บรรดาว่านต่างๆ ได้ถูกท่านโบราณจารผู้ทรงวิทยาคุณทางคาถาอาคมขลังได้รวบรวมบรรดาหัวว่านสำคัญต่างๆ ไว้อย่างน้อย 108 อย่าง ทำเป็นผงผสมกับเกสรไม้หอม เช่น พิกุล บุนนาค มะลิ บัวทั้ง 5 ประกอบด้วยผงวิเศษต่างๆ มีผงอิทธิเจ, ผงปถมัง, ผงตรีนิสิงเห, ผงมหาราช, ผงมหานิยม, ผง ณ หน้าทอง, ผงอิติปิโส 108, ผงคัมภีร์, กาฝากมะนาว, กาฝากพุด, ไคลโบสถ์, ไคลเสมา, ชานหมากและของอื่นๆ อีกมากมายหลายอย่าง โดยนำเอามาบดให้ละเอียดระคนรวมกันผสมน้ำมันตังอิ้วปั้นเป็นแท่ง ทำแม่พิมพ์ประทับเป็นองค์พระพิมพ์รูปต่างๆ เมื่อแห้งสนิทแล้วจึงนำเข้าพิธี พุทธาภิเษก พร้อมด้วยพระอาจารย์ผู้ทรงวิทยาคุณมากรูปทำพิธีปลุกเสกคาถากำกับให้พระพิมพ์เหล่านั้นมีอิทธิฤทธิ์ต่างๆ ในทางอยู่ยงคงกระพันชาตรีบ้าง เป็นเมตตามหานิยมบ้าง เรียกกันว่าพระเครื่องเป็นต้น และที่พระเครื่องทรงความศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ ก็ด้วยอภินิหารของว่านบันดาลช่วยเหลือเกื้อกูลพร้อมทั้งคาถาอาคมที่ประกอบเป็น 2 แรงด้วยกัน โบราณว่า “อิทธิฤทธิ์ของว่านนั้นจะมีคงที่ตลอดไปได้มักเป็นว่านที่ได้ปลูกติดต่อเป็นมรดกตกทอดมาจากบรรพบุรุษเป็นเวลานานหลายชั่วอายุคนมาแล้วโดยมาก เพราะผู้ปลูกเหล่านั้นทราบเคล็ดลับของการทำให้ว่านคงทรงอิทธิฤทธิ์อยู่โดยมิเสื่อมคลาย ส่วนว่านที่ขึ้นเองตามป่าเขาโดยธรรมชาตินั้นมักไม่ใคร่มีอิทธิฤทธิ์ทั้ง ๆ เป็นว่านชนิดเดียวกันอย่างเดียวกัน ในการนี้ถึงแม้จะได้นำเอาว่านมาปลูก ถ้ามิได้ระมัดระวัง โดยปล่อยให้ว่านขึ้นและโรยราไปเองตามธรรมชาติ หรือปล่อยให้ว่านคงอยู่ในดินตลอดระยะเวลานานจนกว่าจะถึงฤดูฝนมาใหม่ ว่านก็จะผลิแตกต้นอีก แต่อิทธิฤทธิ์ของว่านนั้นจะจืดจางเสื่อมลงไปทุกที นานๆ หลายฝนเข้าก็หมดฤทธิ์ไปเอง ทั้งนี้เป็นเพราะธาตุสาร (ปรอท) ในตัวว่านลืมต้น คือหนีออกไปจากต้นขณะเมื่อว่านโทรมในฤดูแล้ง ถ้าหากได้กู้ว่านขึ้นจากดินภายในเดือน 12 วันอังคารหรือภายในเดือนอ้ายวันพุธไม่เกินข้างขึ้นอ่อนๆ เสียก่อนแล้ว (อย่าให้ว่านคงอยู่ในดินเลยพ้นถึงฤดูนกกาเหว่าหรือนกยูงร้องหาคู่)จึงจะไม่เสีย ถ้าปล่อยให้หัวว่านคงอยู่เลยกำหนดฤดูนี้ไป ว่านนั้นๆ ก็จะเสื่อมอานุภาพลงไปเรื่อยๆ”

วงศ์ของว่าน :